<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Techblog &#187; Technology</title>
	<atom:link href="http://www.techblog.in.th/category/technology/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.techblog.in.th</link>
	<description>The Technology Notes</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 07:41:08 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Logoease โปรแกรมทำโลโก้แบบออนไลน์ที่ใช้ง่ายสุดๆ</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/07/24/free-logo-design-online-with-logoease/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/07/24/free-logo-design-online-with-logoease/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Jul 2010 05:41:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Internet]]></category>
		<category><![CDATA[Logo Design]]></category>
		<category><![CDATA[Web Application]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2594</guid>
		<description><![CDATA[
สำหรับคนที่อยากจะออกแบบโลโก้ แต่ในขณะเดียวกันไม่อยากปวดหัวกับการเข้าโปรแกรมตกแต่งภาพหรือพวกโปรแกรมกราฟิกทั้งหลาย วันนี้ผมจะมาแนะนำหนึ่งในโปรแกรมทำโลโก้ที่มีจุดเด่นคือการใช้งานที่แสนง่ายและที่สำคัญไม่ต้องลงโปรแกรมใดๆ เพราะสามารถใช้งานได้ออนไลน์อีกด่างหาก
ลูกเล่นของ Logoease ก็ถือว่าไม่ได้น้อยไปกว่าโปรแกรมอื่นๆ สักเท่าไรนัก สามารถจัดรูปแบบได้หลากหลายทั้งการหมุน การขยาย และอื่นๆ อีกหลากหลายรูปแบบ ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปชมเว็บไซต์ได้จากลิงก์ด้านล่างเลย สามารถทดสอบใช้งานได้ แต่หากจะเซฟลงคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องสมัครสมาชิกครับ
- Logoease (โปรแกรมทำโลโก้ออนไลน์)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2595" title="logoease" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/logoease.jpg" alt="logoease Logoease โปรแกรมทำโลโก้แบบออนไลน์ที่ใช้ง่ายสุดๆ" width="600" height="422" /></p>
<p>สำหรับคนที่อยากจะออกแบบโลโก้ แต่ในขณะเดียวกันไม่อยากปวดหัวกับการเข้าโปรแกรมตกแต่งภาพหรือพวกโปรแกรมกราฟิกทั้งหลาย วันนี้ผมจะมาแนะนำหนึ่งในโปรแกรมทำโลโก้ที่มีจุดเด่นคือการใช้งานที่แสนง่ายและที่สำคัญไม่ต้องลงโปรแกรมใดๆ เพราะสามารถใช้งานได้ออนไลน์อีกด่างหาก<span id="more-2594"></span></p>
<p>ลูกเล่นของ Logoease ก็ถือว่าไม่ได้น้อยไปกว่าโปรแกรมอื่นๆ สักเท่าไรนัก สามารถจัดรูปแบบได้หลากหลายทั้งการหมุน การขยาย และอื่นๆ อีกหลากหลายรูปแบบ ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปชมเว็บไซต์ได้จากลิงก์ด้านล่างเลย สามารถทดสอบใช้งานได้ แต่หากจะเซฟลงคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องสมัครสมาชิกครับ</p>
<h3>- <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.logoease.com/" rel="nofollow" >Logoease</a> (โปรแกรมทำโลโก้ออนไลน์)</h3>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/07/24/free-logo-design-online-with-logoease/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 สุดยอดบริการออนเอ็มบนเว็บที่แนะนำ</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/07/18/5-most-popular-webapp-for-msn-chatter/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/07/18/5-most-popular-webapp-for-msn-chatter/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Jul 2010 07:18:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Internet]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>
		<category><![CDATA[Instant Messenger]]></category>
		<category><![CDATA[MSN]]></category>
		<category><![CDATA[Web Application]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2575</guid>
		<description><![CDATA[
สำหรับคนที่ชีวิตอาจจะอยู่ข้างนอกบ่อยๆ การจะออนเอ็มหรือเข้าไปคุยกับเพื่อนๆ อาจจะลำบากเสียหน่อย เมื่อก่อนเราอาจจะต้องโหลดโปรแกรมประเภท portable มาใช้งานแต่ปัจจุบันสะดวกขึ้นมากโดยการออนเอ็มผ่านเว็บกันตรงๆ สำหรับบทความนี้จะมาแนะนำ 5 บริการที่เป็นที่นิยมในเหล่าผู้ใช้กันครับ


1. eBuddy
เว็บที่ชาวไทยต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี สำหรับ eBuddy เป็นอีกเว็บที่ให้บริการการส่งข้อความออนไลน์ผ่านโปรแกรมหลากหลายตัว โดยจุดเด่นของเว็บนี้ที่ผมว่าเด่นที่สุดการจัดรูปแบบการใช้งานที่นับว่าสวยงามโดดเด่นกว่าเว็บอื่นๆ รวมถึงตัว eBuddy เองก็มีตัวโปรแกรมให้ดาวน์โหลดสำหรับโหลดไปลงในโทรศัพท์มือถือด้วย สำหรับคนที่ไม่ต้องการลูกเล่นอะไรมากมายไปมากกว่าการพูดคุยด้วยข้อความทั่วไป ตัวนี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ

2. Meebo
Meebo ชื่อนี้ทั้งจำง่ายและพิมพ์ง่าย เป็นบริการที่น่าสนใจอีกตัวด้วยหน้าจอที่เรียบง่ายแต่ฟีเจอร์ค่อนข้างเยอะ สามารถส่งไฟล์ และใช้เว็บแคมผ่านบริการ Tokbox ได้ แต่ข้อสังเกตอย่างนึงคือ emoticon อาจจะดูไม่ค่อยซัพพอร์ทกับตัวโปรแกรมหลักเท่าไหร่ (มีหลายตัวที่ไม่สามารถแสดงผลได้) อันนี้คือข้อที่ควรคิดไว้อย่างนึงครับ ส่วนฟีเจอร์ที่เหลือก็ถือว่ามาครบครันและใช้งานง่ายไม่สับสนครับ

3. ILoveIM
ILoveIM เป็นบริการส่งข้อความที่สามารถส่งข้อความต่างๆ ได้หลายๆ บริการพร้อมกันทั้ง MSN, Yahoo, Google Talk, AIM, Myspace สามารถคุยผ่านกล้องได้ ส่วนข้อด้อยที่ผมไม่ค่อยชอบคือหน้าต่างจัดการผู้ใช้ที่ค่อนข้างรกและดูยุ่งยากไปนิดนึง

4. KoolIM
จุดเด่นของบริการนี้คือการรองรับบริการอื่นๆ นอกเหนือจากเว็บอื่นๆ เช่น QQ, Kadu-Kadu (คนไทยคงไม่มีคนเล่น), XFire, ICQ นับว่าเยอะมากทีเดียว และแน่นอนว่าลูกเล่นหลักๆ คือการใช้พูดคุยกันเท่านั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2581" title="5-recommended-website-for-msn-chatting" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/5-recommended-website-for-msn-chatting.jpg" alt="5 recommended website for msn chatting 5 สุดยอดบริการออนเอ็มบนเว็บที่แนะนำ" width="600" height="375" /></p>
<p>สำหรับคนที่ชีวิตอาจจะอยู่ข้างนอกบ่อยๆ การจะออนเอ็มหรือเข้าไปคุยกับเพื่อนๆ อาจจะลำบากเสียหน่อย เมื่อก่อนเราอาจจะต้องโหลดโปรแกรมประเภท portable มาใช้งานแต่ปัจจุบันสะดวกขึ้นมากโดยการออนเอ็มผ่านเว็บกันตรงๆ สำหรับบทความนี้จะมาแนะนำ 5 บริการที่เป็นที่นิยมในเหล่าผู้ใช้กันครับ</p>
<p><span id="more-2575"></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2576" title="ebuddy" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/ebuddy.jpg" alt="ebuddy 5 สุดยอดบริการออนเอ็มบนเว็บที่แนะนำ" width="600" height="291" /></p>
<h3><em>1. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.ebuddy.com" rel="nofollow" >eBuddy</a></em></h3>
<p>เว็บที่ชาวไทยต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี สำหรับ eBuddy เป็นอีกเว็บที่ให้บริการการส่งข้อความออนไลน์ผ่านโปรแกรมหลากหลายตัว โดยจุดเด่นของเว็บนี้ที่ผมว่าเด่นที่สุดการจัดรูปแบบการใช้งานที่นับว่าสวยงามโดดเด่นกว่าเว็บอื่นๆ รวมถึงตัว eBuddy เองก็มีตัวโปรแกรมให้ดาวน์โหลดสำหรับโหลดไปลงในโทรศัพท์มือถือด้วย สำหรับคนที่ไม่ต้องการลูกเล่นอะไรมากมายไปมากกว่าการพูดคุยด้วยข้อความทั่วไป ตัวนี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2577" title="meebo" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/meebo.jpg" alt="meebo 5 สุดยอดบริการออนเอ็มบนเว็บที่แนะนำ" width="600" height="293" /></p>
<h3><em>2. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.meebo.com" rel="nofollow" >Meebo</a></em></h3>
<p>Meebo ชื่อนี้ทั้งจำง่ายและพิมพ์ง่าย เป็นบริการที่น่าสนใจอีกตัวด้วยหน้าจอที่เรียบง่ายแต่ฟีเจอร์ค่อนข้างเยอะ สามารถส่งไฟล์ และใช้เว็บแคมผ่านบริการ Tokbox ได้ แต่ข้อสังเกตอย่างนึงคือ emoticon อาจจะดูไม่ค่อยซัพพอร์ทกับตัวโปรแกรมหลักเท่าไหร่ (มีหลายตัวที่ไม่สามารถแสดงผลได้) อันนี้คือข้อที่ควรคิดไว้อย่างนึงครับ ส่วนฟีเจอร์ที่เหลือก็ถือว่ามาครบครันและใช้งานง่ายไม่สับสนครับ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2578" title="iloveim" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/iloveim.jpg" alt="iloveim 5 สุดยอดบริการออนเอ็มบนเว็บที่แนะนำ" width="600" height="293" /></p>
<h3><em>3. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.iloveim.com" rel="nofollow" >ILoveIM</a></em></h3>
<p>ILoveIM เป็นบริการส่งข้อความที่สามารถส่งข้อความต่างๆ ได้หลายๆ บริการพร้อมกันทั้ง MSN, Yahoo, Google Talk, AIM, Myspace สามารถคุยผ่านกล้องได้ ส่วนข้อด้อยที่ผมไม่ค่อยชอบคือหน้าต่างจัดการผู้ใช้ที่ค่อนข้างรกและดูยุ่งยากไปนิดนึง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2579" title="koolim" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/koolim.jpg" alt="koolim 5 สุดยอดบริการออนเอ็มบนเว็บที่แนะนำ" width="600" height="293" /></p>
<h3><em>4. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.koolim.com" rel="nofollow" >KoolIM</a></em></h3>
<p>จุดเด่นของบริการนี้คือการรองรับบริการอื่นๆ นอกเหนือจากเว็บอื่นๆ เช่น QQ, Kadu-Kadu (คนไทยคงไม่มีคนเล่น), XFire, ICQ นับว่าเยอะมากทีเดียว และแน่นอนว่าลูกเล่นหลักๆ คือการใช้พูดคุยกันเท่านั้น อย่างอื่นดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ สำหรับคนใช้คุย MSN ตัวนี้ผมว่าสมควรมองข้ามไปได้เลยเพราะมันไม่เหมาะเท่าไหร่ (แต่คนที่ใช้บริการอื่นๆ ก็น่าสนใจ)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2580" title="messengerfx" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/messengerfx.jpg" alt="messengerfx 5 สุดยอดบริการออนเอ็มบนเว็บที่แนะนำ" width="600" height="288" /></p>
<h3><em>5. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.messengerfx.com" rel="nofollow" >MessengerFX</a></em></h3>
<p>อีกหนึ่งบริการที่น่าสนใจไม่เบา MessengerFX เป็นบริการผ่านเว็บที่มีหน้าตาสวยงาม และถูกปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งานด้วยเครื่องเกมคอนโซลทั้งหลายในปัจจุบัน (Xbox 360, PlayStation 3, Wii) สามารถแชทผ่านวิดีโอได้ด้วยเช่นกันและมีอินเตอร์เฟซที่สวยงามด้วย</p>
<p>สรุปแล้วเว็บที่ผมคัดมาให้ดูห้าเว็บ (จริงๆ มีเยอะกว่านี้มาก) ตัวที่ปัจจุบันน่าใช้ที่สุดคือ eBuddy และ Meebo ที่ฟีเจอร์สองเว็บนี้ถือว่าแลกและเล็งกลุ่มที่แตกต่างกันชนิดเห็นได้ชัดพอสมควร ก็ถือว่าดีกันไปคนละแบบ และสองตัวนี้ได้นับความนิยมพอๆ กัน ฉะนั้นจะเลือกใช้ก็สามารถเลือกได้ตามสะดวกเลยครับผม ที่สำคัญคือบริการพวกนี้ต่างปลอดภัยจากการถูกโจรกรรมข้อมูลอีกด้วย</p>
<p>หรือท่านๆ มีตัวไหนที่น่าสนใจและอยากแนะนำเพิ่มก็สามารถ comment เพิ่มได้ด้านล่างครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/07/18/5-most-popular-webapp-for-msn-chatter/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/07/11/five-best-free-download-manager/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/07/11/five-best-free-download-manager/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Jul 2010 04:39:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Download Manager]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2552</guid>
		<description><![CDATA[
โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด เป็นโปรแกรมที่ปัจจุบันอาจดูไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่สำหรับหลายคนในปัจจุบัน (เพราะคุณภาพอินเตอร์เน็ตนั้นดีขึ้นกว่าเดิมมาก) แต่ถึงตอนนี้ยังไงก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และเป็นโปรแกรมสามัญประจำเครื่องที่ทุกคนควรมี
โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดนั้นจะใช้หลักการทำงานแบบหลักๆ คือการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ มาเก็บไว้บนคอมโดยใช้หลักการแยกเป็นส่วนๆ ข้อดีคือสามารถแบ่งจำนวนการเชื่อมต่อให้ดาวน์โหลดแบบขนานคู่กันไปหลายๆ ส่วนทำให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก และฟีเจอร์ที่สำคัญมากอีกอย่างคือการกลับมาดาวน์โหลดต่อได้นั่นเอง โดยโปรแกรมพวกนี้จะมีทั้งแบบเสียเงินและแบบใช้งานได้ฟรี โปรแกรมเสียเงินส่วนมากก็ทราบกันอยู่ว่ามีหลายตัวที่ประสิทธิภาพสูงๆ เช่น Internet Download Manager (IDM) ยอดนิยมของคนไทย (ที่แคร็กกันกระจุยกระจาย), Download Accelerator Plus, Mass Downloader (ตัวนี้ผมชอบที่สุด) สำหรับบทความนี้ผมจะมาแนะนำของฟรีไม่ผิดลิขสิทธิ์แทน ลองไปดูกันเลยดีกว่า
1. Flashget ไม่ต้องสงสัยอะไรเลยเกี่ยวกับโปรแกรมตัวนี้ Flashget เป็นโปรแกรมที่ประสิทธิภาพสูงตัวนึงและมีประวัติที่ยาวนานนับสิบปี นับตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกที่ใช้ชื่อว่า Jetcar เป็นโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ทำให้ชีวิตการใช้อินเตอร์เน็ตแบบ 56K ของเราในสมัยนั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากและเป็นโปรแกรมที่ทำให้ดาวน์โหลดไวขึ้นถึงสิบเท่าเพราะการแยกส่วนเป็นโปรแกรมแรกๆ ถึงปัจจุบันจะดูเนิบนาบแต่ก็เป็นโปรแกรมที่ผมยังใช้ติดเครื่องอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญมันใช้งานได้ฟรี
โปรแกรมตัวนี้ฟีเจอร์อาจดูไม่โดดเด่นมาก แต่สำหรับผมการใช้มันควบคู่กับ Flashgot บน Firefox แค่นี้ก็เพียงพอและทำได้แทบทุกอย่างแล้วครับ

2. DownThemAll! อันนี้อาจจะมีข้อจำกัดไปนิดนึงเพราะว่ามันเป็น Firefox Extension แต่ก็เป็นโปรแกรมตัวนึงที่ใช้งานได้ง่ายมากและติดมากับตัว Firefox เลย เหมาะกับการดาวน์โหลดแบบไม่ซีเรียสมากมายเนื่องจากมันผูกกับโปรเซสของ Firefox เวลามันอืดแล้วอาจทำให้น่าหงุดหงิดได้ แต่ก็เป็นโปรแกรมอีกตัวที่กะทัดรัดและน่าโหลดมาใช้หากไม่อยากติดตั้งโปรแกรมแยกต่างหาก
3. JDownloader [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2558" title="fivebestdownloadmanager-banner" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/fivebestdownloadmanager-banner.jpg" alt="fivebestdownloadmanager banner 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="600" height="350" /></p>
<p><strong>โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด</strong> เป็นโปรแกรมที่ปัจจุบันอาจดูไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่สำหรับหลายคนในปัจจุบัน (เพราะคุณภาพอินเตอร์เน็ตนั้นดีขึ้นกว่าเดิมมาก) แต่ถึงตอนนี้ยังไงก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และเป็นโปรแกรมสามัญประจำเครื่องที่ทุกคนควรมี<span id="more-2552"></span></p>
<p>โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดนั้นจะใช้หลักการทำงานแบบหลักๆ คือการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ มาเก็บไว้บนคอมโดยใช้หลักการแยกเป็นส่วนๆ ข้อดีคือสามารถแบ่งจำนวนการเชื่อมต่อให้ดาวน์โหลดแบบขนานคู่กันไปหลายๆ ส่วนทำให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก และฟีเจอร์ที่สำคัญมากอีกอย่างคือการกลับมาดาวน์โหลดต่อได้นั่นเอง โดยโปรแกรมพวกนี้จะมีทั้งแบบเสียเงินและแบบใช้งานได้ฟรี โปรแกรมเสียเงินส่วนมากก็ทราบกันอยู่ว่ามีหลายตัวที่ประสิทธิภาพสูงๆ เช่น Internet Download Manager (IDM) ยอดนิยมของคนไทย (ที่แคร็กกันกระจุยกระจาย), Download Accelerator Plus, Mass Downloader (ตัวนี้ผมชอบที่สุด) สำหรับบทความนี้ผมจะมาแนะนำของฟรีไม่ผิดลิขสิทธิ์แทน ลองไปดูกันเลยดีกว่า</p>
<div style="overflow: auto; margin-bottom: 15px;"><img class="alignleft size-full wp-image-2553" title="flashget" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/flashget.jpg" alt="flashget 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="300" height="204"  style="margin-right:10px;" />1. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.flashget.com/index_en.htm" rel="nofollow"  target="_blank">Flashget</a> ไม่ต้องสงสัยอะไรเลยเกี่ยวกับโปรแกรมตัวนี้ Flashget เป็นโปรแกรมที่ประสิทธิภาพสูงตัวนึงและมีประวัติที่ยาวนานนับสิบปี นับตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกที่ใช้ชื่อว่า Jetcar เป็นโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ทำให้ชีวิตการใช้อินเตอร์เน็ตแบบ 56K ของเราในสมัยนั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากและเป็นโปรแกรมที่ทำให้ดาวน์โหลดไวขึ้นถึงสิบเท่าเพราะการแยกส่วนเป็นโปรแกรมแรกๆ ถึงปัจจุบันจะดูเนิบนาบแต่ก็เป็นโปรแกรมที่ผมยังใช้ติดเครื่องอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญมันใช้งานได้ฟรี</p>
<p>โปรแกรมตัวนี้ฟีเจอร์อาจดูไม่โดดเด่นมาก แต่สำหรับผมการใช้มันควบคู่กับ Flashgot บน Firefox แค่นี้ก็เพียงพอและทำได้แทบทุกอย่างแล้วครับ</p>
</div>
<div style="overflow: auto; margin-bottom: 15px;"><img class="alignleft size-medium wp-image-2554" title="downthemall" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/downthemall-300x195.gif" alt="downthemall 300x195 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="300" height="195" style="margin-right:10px;" />2. <a rel="nofollow" target="_blank" href="https://addons.mozilla.org/en-US/firefox/addon/201/" rel="nofollow"  target="_blank">DownThemAll!</a> อันนี้อาจจะมีข้อจำกัดไปนิดนึงเพราะว่ามันเป็น Firefox Extension แต่ก็เป็นโปรแกรมตัวนึงที่ใช้งานได้ง่ายมากและติดมากับตัว Firefox เลย เหมาะกับการดาวน์โหลดแบบไม่ซีเรียสมากมายเนื่องจากมันผูกกับโปรเซสของ Firefox เวลามันอืดแล้วอาจทำให้น่าหงุดหงิดได้ แต่ก็เป็นโปรแกรมอีกตัวที่กะทัดรัดและน่าโหลดมาใช้หากไม่อยากติดตั้งโปรแกรมแยกต่างหาก</div>
<div style="overflow: auto; margin-bottom: 15px;"><img class="alignleft size-medium wp-image-2555" title="jdownloader" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/jdownloader-300x218.jpg" alt="jdownloader 300x218 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="300" height="218" style="margin-right:10px;" />3. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://jdownloader.org/" rel="nofollow" >JDownloader</a> ตัวนี้เป็นโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดเฉพาะของสำหรับสาวกนักโหลดไฟล์ตามเว็บฝากไฟล์ต่างๆ เพราะโปรแกรมตัวนี้รองรับการทำงานของเว็บฝากไฟล์ดังๆ แทบทุกเว็บ ปัญหาเรื่องการรอกดดาวน์โหลด การใส่ captcha ก็จะหมดไปเนื่องจากตัวนี้จะถอดรหัสให้หมด (แต่บางเว็บก็ต้องใส่เองนะจ๊ะ) ที่สำคัญสามารถเช็คได้ว่าไฟล์ไหนโหลดได้หรือไม่ได้อีกต่างหาก และสามารถสั่งแตกไฟล์เองเมื่อโหลดครบหรือสั่งปิดเครื่องก็ยังได้ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวที่นึกออกคือ โปรแกรมตัวนี้ค่อนข้างช้าในเรื่องของการทำงาน (เพราะเขียนโดยใช้ภาษาจาวา)</div>
<div style="overflow: auto; margin-bottom: 15px;"><img class="alignleft size-medium wp-image-2556" title="orbitdl" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/orbitdl-300x235.gif" alt="orbitdl 300x235 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="300" height="235" style="margin-right:10px;" />4. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.orbitdownloader.com/" rel="nofollow"  target="_blank">Orbit Downloader</a> สำหรับคนชอบโหลดไฟล์วิดีโอไม่ว่าจะจากโปรโตคอลไหนๆ หรือเว็บอะไรตัวนี้เป็นโปรแกรมที่น่าสนใจมากตัวนึงเพราะฟีเจอร์การดาวน์โหลดที่บอกไปข้างต้นคือตัวชูโรงของโปรแกรมตัวนี้ รองรับโปรโตคอลเยอะมาก (HTTP, RTSP, MMP, RTMP, ETC.) เรียกว่าคุณดูหนังผ่านตัวไหนตัวนี้โหลดได้แทบหมดทุกตัวจริงๆ และดาวน์โหลดอะไรที่ streaming มาได้เกือบทั้งหมด ใครชอบด้านนี้ลองดูครับ เบาเครื่องด้วยนะเออ</div>
<div style="overflow: auto; margin-bottom: 15px;"><img class="alignleft size-medium wp-image-2557" title="mdownloader-screenshot" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/mdownloader-screenshot-300x176.jpg" alt="mdownloader screenshot 300x176 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="300" height="176" style="margin-right:10px;" />5. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://mdownloader.codeplex.com/releases/view/47513" rel="nofollow"  target="_blank">MDownloader</a> สำหรับคนที่อาจรับไม่ได้กับความอืดของ JDownloader ตัวนี้อาจเป็นคำตอบสำหรับคุณ แต่ฟีเจอร์มันก็น้อยลงเช่นกันโดยรองรับเพียงไม่กี่เว็บในตอนนี้ แต่ก็เป็นโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดอีกตัวที่กำลังมาแรงและน่าจะพัฒนาได้ไปอีกไกลในอนาคตครับ</div>
<p>สำหรับผมเองใช้ Flashgot + Flashget + JDownloader แค่นี้แทบครบเครื่องในระดับนึงแล้วล่ะ ใครมีโปรแกรมตัวอื่นๆ ก็สามารถแนะนำได้ในช่อง comment ด้านล่างนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/07/11/five-best-free-download-manager/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>HDBaseT มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบใหม่ที่กำลังมาแรง</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/07/04/hdbaset-is-the-new-home-theater-standard/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/07/04/hdbaset-is-the-new-home-theater-standard/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Jul 2010 06:50:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Hardware]]></category>
		<category><![CDATA[HDBaseT]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Standard]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2536</guid>
		<description><![CDATA[
ทุกวันนี้ชาว Home Theater ทั้งหลายกำลังเพลินเพลินกับมาตรฐานปัจจุบันที่ได้รับความนิยมอย่าง HDMI ซึ่งปัจจุบันปาไปถึงเวอร์ชั่น 1.4 แล้ว แต่มีอีกหนึ่งการเชื่อมต่อที่กำลังมาแรงและอยู่ในช่วงตั้งไข่อย่าง HDBaseT ที่น่าสนใจไม่เบา สำหรับคนที่ไม่รู้จักมาตรฐานนี้ผมจะเกริ่นให้เข้าใจกันก่อนแบบคร่าวๆ
HDBaseT เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อสัญญาณรูปแบบใหม่ที่จะนำมาใช้กับโทรทัศน์ในอนาคต เป็นการร่วมมือกันระหว่างค่ายผู้ผลิตหลายค่ายเช่น Samsung, LG, Sony Pictures และ Valens Semiconductor และอาจมีมากกว่านี้ในอนาคต สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์พอเดาได้จากชื่อแล้วนั่นละ มันคือการนำสาย Cat5e/6 ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระบบ LAN ปัจจุบันมาใช้ในการส่งสัญญาณนั่นเอง
โดยคอนเซปต์ที่น่าสนใจของ HDBaseT คือมาตรฐานที่เรียกว่า 5PLAY™ ที่เป็นการใช้สายเพียงเส้นเดียวในการส่งข้อมูลเช่น ภาพระบบ HD ชนิดไม่มีการบีบอัด, เสียง, การเชื่อมต่อเครือข่าย, พลังงานไฟฟ้า และสัญญาณควบคุมในเส้นเดียว
หากเทียบกับสเปคแบบตัวต่อตัวแล้ว เทคโนโลยีตัวนี้นับว่าน่าสนใจไม่เบา เพราะว่าแน่นอนสาย Cat5e/6 มีราคาที่นับว่าถูก (โคตรๆ) ฉะนั้นตัดปัญหาเรื่องสายเหล่านี้ไปได้เลย และรองรับการเชื่อมต่อได้ไกลถึง 100 เมตรตามสเปคของสายเหล่านี้ที่เราทราบกัน (และสามารถต่อได้ไกลถึง 800 เมตรหากใช้ repeater)
นี่เป็นตารางข้อมูลเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีในปัจจุบันครับ

จะเห็นว่าความสามารถเทียบกันจะๆ แทบไม่มีข้อเสียเลย สามารถต่อสายได้ยาวมากๆ และส่งสัญญาณไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงไฟอุปกรณ์ได้อีก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2537" title="hdbaset-head" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/hdbaset-head.jpg" alt="hdbaset head HDBaseT มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบใหม่ที่กำลังมาแรง" width="600" height="218" /></p>
<p>ทุกวันนี้ชาว Home Theater ทั้งหลายกำลังเพลินเพลินกับมาตรฐานปัจจุบันที่ได้รับความนิยมอย่าง HDMI ซึ่งปัจจุบันปาไปถึงเวอร์ชั่น 1.4 แล้ว แต่มีอีกหนึ่งการเชื่อมต่อที่กำลังมาแรงและอยู่ในช่วงตั้งไข่อย่าง HDBaseT ที่น่าสนใจไม่เบา สำหรับคนที่ไม่รู้จักมาตรฐานนี้ผมจะเกริ่นให้เข้าใจกันก่อนแบบคร่าวๆ<span id="more-2536"></span></p>
<p><strong>HDBaseT</strong> เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อสัญญาณรูปแบบใหม่ที่จะนำมาใช้กับโทรทัศน์ในอนาคต เป็นการร่วมมือกันระหว่างค่ายผู้ผลิตหลายค่ายเช่น Samsung, LG, Sony Pictures และ Valens Semiconductor และอาจมีมากกว่านี้ในอนาคต สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์พอเดาได้จากชื่อแล้วนั่นละ มันคือการนำสาย Cat5e/6 ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระบบ LAN ปัจจุบันมาใช้ในการส่งสัญญาณนั่นเอง</p>
<p>โดยคอนเซปต์ที่น่าสนใจของ HDBaseT คือมาตรฐานที่เรียกว่า 5PLAY™ ที่เป็นการใช้สายเพียงเส้นเดียวในการส่งข้อมูลเช่น <strong>ภาพระบบ HD ชนิดไม่มีการบีบอัด, เสียง, การเชื่อมต่อเครือข่าย, พลังงานไฟฟ้า และสัญญาณควบคุมในเส้นเดียว</strong></p>
<p>หากเทียบกับสเปคแบบตัวต่อตัวแล้ว เทคโนโลยีตัวนี้นับว่าน่าสนใจไม่เบา เพราะว่าแน่นอนสาย Cat5e/6 มีราคาที่นับว่าถูก (โคตรๆ) ฉะนั้นตัดปัญหาเรื่องสายเหล่านี้ไปได้เลย และรองรับการเชื่อมต่อได้ไกลถึง 100 เมตรตามสเปคของสายเหล่านี้ที่เราทราบกัน (และสามารถต่อได้ไกลถึง 800 เมตรหากใช้ repeater)</p>
<p>นี่เป็นตารางข้อมูลเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีในปัจจุบันครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/hdbaset-comparison-chart.jpg" rel="lightbox[2536]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2538" title="hdbaset-comparison-chart" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/hdbaset-comparison-chart.jpg" alt="hdbaset comparison chart HDBaseT มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบใหม่ที่กำลังมาแรง" width="617" height="247" /></a></p>
<p style="text-align: left;">จะเห็นว่าความสามารถเทียบกันจะๆ แทบไม่มีข้อเสียเลย สามารถต่อสายได้ยาวมากๆ และส่งสัญญาณไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงไฟอุปกรณ์ได้อีก (เป็นคอนเซปต์เดียวกับ PoE (Power on Ethernet)) และรองรับการต่อแบบ <strong>Daisy Chain</strong> หรือการต่อเป็นทอดๆ ใครนึกภาพไม่ออกดูได้จากภาพด้านล่าง</p>
<div id="attachment_2540" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><img class="size-full wp-image-2540" title="daisy-chain" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/daisy-chain1.jpg" alt="daisy chain1 HDBaseT มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบใหม่ที่กำลังมาแรง" width="600" height="297" /><p class="wp-caption-text">Daisy Chain</p></div>
<p style="text-align: left;">HDBaseT มีกำหนดการที่จะเริ่มใช้ในปีหน้า (2011) หากมันไม่ดับไปเสียก่อนนะ แต่ผมไม่ทราบว่าผู้ผลิตสายยี่ห้อดังๆ เค้าจะเอาด้วยรึเปล่า เพราะมันอาจช่วยยืนยันทฤษฎีเรื่อง <a href="http://www.techblog.in.th/2010/04/01/hdmi-cable-cheap-and-expansive-overpriced/">สาย HDMI เทพราคาเกินจริง</a> ให้ชัดเจนกว่าเก่า :p หากการทดสอบโดยสายบ้านๆ เมตรละ 6 บาทและส่งภาพได้เนียนกริ๊บ เกิดเป็นจริงขึ้นมา เนื่องจากมาตรฐานตัวนี้สามารถส่งภาพความละเอียดได้ถึงระดับ 2K หรือ 4K เลยทีเดียว (จึงไม่แปลกที่ Sony Pictures ค่ายหนังยักษ์ใหญ่จะเข้าร่วมด้วย)</p>
<p style="text-align: left;">Source: <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.hdbaset.org/" rel="nofollow"  target="_blank">HDBaseT</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/07/04/hdbaset-is-the-new-home-theater-standard/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/06/30/23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/06/30/23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Jun 2010 13:27:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Gadget]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>
		<category><![CDATA[LCD TV]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2520</guid>
		<description><![CDATA[
ปัจจุบัน LCD TV เป็นทีวีอีกแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสมัยนิยม ด้วยเหตุผลหลายประการเช่นราคาที่ถูกลงมาเรื่อยๆ  ดีไซน์ที่สวยงามและปัจจุบันภาพวิดีโอแบบความละเอียดสูงพบเจอได้ง่ายมากๆ ต่างกับสมัยสามสี่ปีก่อนลิบลับ
บทความนี้เนื้อหานำมาจากเว็บไซต์ Gizmodo ซึ่งผมนำมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นภาษาไทย ซึ่งเคล็ดลับหรือเทคนิคการเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ปัจจุบันผมว่าเป็นเรื่องที่มีคนนิยมถามกันเป็นจำนวนมากในอินเตอร์เน็ต ว่ารุ่นไหนดี หรือวิธีการเลือกซื้อควรจะทำยังไง ซึ่งเนื้อหาพวกนี้สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อ LCD monitor ได้ด้วย เอาเป็นว่าไปดูกันเลยดีกว่า


คำแนะนำเบื้องต้น

สเปคที่ออกมาจากผู้ผลิตส่วนมากล้วนเกินจริง และไม่สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจเพียงอย่างเดียวได้ ควรใช้สเปคจากผู้ผลิตในการเปรียบเทียบภายในยี่ห้อเดียวกันเท่านั้น ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบต่างยี่ห้อเนื่องจากบางผู้ผลิตมีมาตรฐานการวัดที่แตกต่างกันมากมาย (และส่วนมากเรามักจะไม่ทราบ)
ทำการบ้านโดยการเก็บข้อมูลต่างๆ เช่นรีวิว หรือข้อคิดเห็นจากคนอื่นๆ ให้มากที่สุด และหาข้อมูลจากแหล่งที่เป็นกลางเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ สำหรับเว็บไซต์ในไทยส่วนมากจะให้ข้อมูลในรูปแบบของสังคมหรือ community เสียมากกว่าที่จะเป็นฐานข้อมูล การตัดสินใจผมเลยแนะนำให้หาบอร์ดที่คุยกันแบบกลางๆ ไม่แยกยี่ห้อ จะได้ผลที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือกว่าครับ
เข้าไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้ผลิตและอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดและรอบคอบ หากเว็บไซต์นั้นๆ มีคู่มือการใช้งานให้ดาวน์โหลดด้วยก็จะยิ่งดีเพราะเป็นหนึ่งในการศึกษาการใช้งานของเครื่องที่ดีที่สุด
คำแนะนำแบบลัดสุดๆ คือให้เลือกซื้อ plasma TV หากต้องการดูในห้องมืด และเลือก LCD TV หากต้องการดูในห้องสว่างๆ (ดูจากการใช้งานทั่วไปของคุณ)
เลือกร้านที่จะเข้าไปซื้อ จำไว้ว่าร้านจะมีหลายๆ รูปแบบไล่จากร้านขนาดใหญ่เช่นตามห้างต่างๆ ที่มีทีวีให้เลือกมากมาย ไล่ไปจนถึงร้านเล็กๆ ที่เปิดตามอาคารพาณิชย์ที่มีความเชี่ยวชาญ แต่จงคิดไว้อย่างนึงว่า ร้านที่มีขนาดใหญ่ กฎเกณฑ์ประเภท &#8220;ดูได้แต่ห้ามจับ&#8221; ก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วย


เมื่อเดินเข้าไปในร้าน

ในร้านเกือบร้อยทั้งร้อยจะเปิดเดโมเพื่อโชว์ความสามารถของโทรทัศน์ ซึ่งเดโมเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ดูตื่นตาตื่นใจเป็นทุนเดิม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเดโมพวกนี้คุณภาพอาจจะไม่ค่อยดีเลิศสุดเกจเท่าไหร่นัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2521" title="korean-lcd-tv" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/korean-lcd-tv.jpg" alt="korean lcd tv 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="450" height="357" /></p>
<p>ปัจจุบัน LCD TV เป็นทีวีอีกแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสมัยนิยม ด้วยเหตุผลหลายประการเช่นราคาที่ถูกลงมาเรื่อยๆ  ดีไซน์ที่สวยงามและปัจจุบันภาพวิดีโอแบบความละเอียดสูงพบเจอได้ง่ายมากๆ ต่างกับสมัยสามสี่ปีก่อนลิบลับ</p>
<p>บทความนี้เนื้อหานำมาจากเว็บไซต์ <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://gizmodo.com/5574446/23-tips-for-buying-the-best-hdtv" rel="nofollow"  target="_blank">Gizmodo</a> ซึ่งผมนำมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นภาษาไทย ซึ่งเคล็ดลับหรือเทคนิคการเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ปัจจุบันผมว่าเป็นเรื่องที่มีคนนิยมถามกันเป็นจำนวนมากในอินเตอร์เน็ต ว่ารุ่นไหนดี หรือวิธีการเลือกซื้อควรจะทำยังไง ซึ่งเนื้อหาพวกนี้สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อ LCD monitor ได้ด้วย เอาเป็นว่าไปดูกันเลยดีกว่า<span id="more-2520"></span></p>
<h3>
<p><div id="attachment_2523" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><img class="size-full wp-image-2523" title="samsung-lcd-website" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/samsung-lcd-website.jpg" alt="samsung lcd website 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="600" height="374" /><p class="wp-caption-text">Samsung LCD TV Website</p></div></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">คำแนะนำเบื้องต้น</span></h3>
<ol>
<li><strong>สเปคที่ออกมาจากผู้ผลิตส่วนมากล้วนเกินจริง</strong> และไม่สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจเพียงอย่างเดียวได้ ควรใช้สเปคจากผู้ผลิตในการเปรียบเทียบภายในยี่ห้อเดียวกันเท่านั้น ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบต่างยี่ห้อเนื่องจากบางผู้ผลิตมีมาตรฐานการวัดที่แตกต่างกันมากมาย (และส่วนมากเรามักจะไม่ทราบ)</li>
<li><strong>ทำการบ้านโดยการเก็บข้อมูลต่างๆ</strong> เช่นรีวิว หรือข้อคิดเห็นจากคนอื่นๆ ให้มากที่สุด และหาข้อมูลจากแหล่งที่เป็นกลางเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ สำหรับเว็บไซต์ในไทยส่วนมากจะให้ข้อมูลในรูปแบบของสังคมหรือ community เสียมากกว่าที่จะเป็นฐานข้อมูล การตัดสินใจผมเลยแนะนำให้หาบอร์ดที่คุยกันแบบกลางๆ ไม่แยกยี่ห้อ จะได้ผลที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือกว่าครับ</li>
<li><strong>เข้าไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้ผลิต</strong>และอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดและรอบคอบ หากเว็บไซต์นั้นๆ มีคู่มือการใช้งานให้ดาวน์โหลดด้วยก็จะยิ่งดีเพราะเป็นหนึ่งในการศึกษาการใช้งานของเครื่องที่ดีที่สุด</li>
<li><strong>คำแนะนำแบบลัดสุดๆ</strong> คือให้เลือกซื้อ plasma TV หากต้องการดูในห้องมืด และเลือก LCD TV หากต้องการดูในห้องสว่างๆ (ดูจากการใช้งานทั่วไปของคุณ)</li>
<li><strong>เลือกร้านที่จะเข้าไปซื้อ</strong> จำไว้ว่าร้านจะมีหลายๆ รูปแบบไล่จากร้านขนาดใหญ่เช่นตามห้างต่างๆ ที่มีทีวีให้เลือกมากมาย ไล่ไปจนถึงร้านเล็กๆ ที่เปิดตามอาคารพาณิชย์ที่มีความเชี่ยวชาญ แต่จงคิดไว้อย่างนึงว่า ร้านที่มีขนาดใหญ่ กฎเกณฑ์ประเภท &#8220;ดูได้แต่ห้ามจับ&#8221; ก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วย</li>
</ol>
<h3><img class="aligncenter size-full wp-image-2524" title="tv-store" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/tv-store.jpg" alt="tv store 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="449" height="299" /></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">เมื่อเดินเข้าไปในร้าน</span></h3>
<ol>
<li><strong>ในร้านเกือบร้อยทั้งร้อย</strong>จะเปิดเดโมเพื่อโชว์ความสามารถของโทรทัศน์ ซึ่งเดโมเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ดูตื่นตาตื่นใจเป็นทุนเดิม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเดโมพวกนี้คุณภาพอาจจะไม่ค่อยดีเลิศสุดเกจเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังดีที่เค้าเปิดให้ดูทุกตัวเหมือนๆ กันก็พอเปรียบเทียบกันได้</li>
<li><strong>หากเดโมที่โชว์เป็นภาพแอนิเมชั่น</strong> ให้มองข้ามจุดนี้ไปเนื่องจากภาพเหล่านี้เป็นภาพสังเคราะห์ ทีวีที่มีสีสดที่สุด ความสว่างสูงสุดก็จะได้เปรียบไปโดยปริยาย หากต้องการเลือกและพิจารณาจากสีที่ถูกต้อง แนะนำให้หลีกเลี่ยงการพิจารณาจากภาพคอมพิวเตอร์กราฟิก หาภาพทั่วๆ ไปมาเทียบดูจะเป็นความคิดที่ดีกว่า</li>
<li><strong>ในร้านส่วนมากทีวีมักไม่ได้ถูกปรับอย่างถูกต้อง</strong> และไม่สามารถตัดสินได้จากสายตาของคุณ เช่นหากไปเจอทีวีที่ภาพไม่ดี อาจคิดได้สองแง่คือมันอาจเป็นทีวีที่ดีแต่ไม่ได้รับการปรับที่ถูกต้อง หรือไม่มันก็เป็นทีวีที่ไม่ดีเท่าไหร่และภาพที่เห็นนั่นก็คือสุดความสามารถของมัน (เรียกว่าขุนกันสุดๆ) ถ้าหากไปเจอตัวที่ภาพดูดี ก็หมายความว่าภาพอาจจะดียิ่งขึ้นไปอีก หากได้รับการปรับอย่างถูกต้องหรือใช้เครื่องมือปรับแต่งสี ซึ่งจะสังเกตได้ว่าส่วนมากมักจะขายดีและมีกำไรเยอะ</li>
<li><strong>ตัวจ่ายการแสดงผลที่ใช้ในร้าน</strong>จะมีทั้งแบบดิจิตอล และอนาล็อก ซึ่งร้านส่วนมากมักใช้แบบอนาล็อกเพราะมีราคาที่ถูกกว่า และแน่นอนว่าแบบอนาล็อกจะให้ภาพที่คุณภาพไม่ดีเท่าไหร่นักในความละเอียดสูงๆ ฉะนั้นควรพิจารณาด้วยว่าร้านที่คุณไปดูใช้แบบไหนครับ</li>
<li><strong>ร้านส่วนมากมักมีแสงที่ค่อนข้างสว่างกว่าตามบ้านทั่วไป</strong> และเป็นแสงที่ไม่ใช่แสงปกติในการรับชมทีวี การรับชมทีวีที่พิจารณาคุณภาพได้ดีที่สุดคือการพิจารณาในบริเวณที่แสงน้อย จึงควรคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วย</li>
<li><strong>ควรพิจารณาจอในตำแหน่งด้านหน้าจอแบบตรงๆ</strong> เนื่องจากจอพวกนี้หากมองในมุมมองที่ต่างกันจะมีผลด้วย</li>
<li><strong>หากเทียบกันตัวต่อตัว</strong>ระหว่างหลายๆ จอ แน่นอนว่าในความคิดของเราจอที่มีสีสด และสว่างที่สุด จะเป็นจอที่น่าซื้อและดูดีที่สุด และจอที่มีสีสันเป็นธรรมชาติสีมักจะซีดกว่า ก่อนพิจารณาตรงจุดนี้อยากให้ลองเช็คเรื่องโหมดการแสดงผลของจอด้วย เนื่องจากทีวีส่วนมากที่มาจากโรงงานจะตั้งโหมดส่วนมากไว้ที่ vivid หรือโหมดสีสดทำให้การตัดสินใจของเราผิดพลาดได้</li>
</ol>
<h3><img class="aligncenter size-full wp-image-2525" title="sony-lcd-tv" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-lcd-tv.jpg" alt="sony lcd tv 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="500" height="322" /></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">แล้วควรทำอย่างไร?</span></h3>
<ol>
<li><strong>การใช้ภาพเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นสิ่งที่เหมาะที่สุด</strong>ในการพิจารณาภาพเสมอไป เนื่องจากภาพเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่ดีที่สุดคือการนำภาพนิ่งมาใช้ในการเปรียบเทียบ และควรมองจากมุมมองที่ต่างกันด้วย เพราะหลายจออาจมีปัญหาเรื่องมุมมองด้วยเช่นกัน</li>
<li><strong>ร้านเล็กๆ ส่วนมากจะให้เรานำแผ่นหนังของตัวเองไปทดสอบได้</strong> ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีว่าเราควรจะได้ภาพออกมาเป็นอย่างไรในมุมมองของหนังเรื่องโปรด ควรหาหนังไปสักสองสามแผ่นเพื่อทำการทดสอบโดยใช้ฉากที่เราชอบหรือดูเป็นประจำในการพิจารณา สำหรับเรื่องนี้ผมแนะนำให้หาหนังหลายๆ แนว เช่นแนวชีวิต ทิวทัศน์สวยๆ หรือจะหาแนวบู๊ที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว เพื่อทดสอบเรื่อง response time ของจอก็เป็นความคิดที่ดีเช่นกัน ส่วนหนังชมพูคงไม่ต้องเอาไป เพราะอาจโดนรวบได้ 555</li>
<li><strong>อีกแนวทางที่เป็นไปได้กว่าคือการนำ USB Flashdrive</strong> ที่มีภาพของเราเองหรือภายในครอบครัวติดไปด้วย เพราะจอปัจจุบันต่างมีพอร์ท USB และสามารถชมภาพได้ภายในตัวเครื่องเลย อีกการเอาภาพที่เราคุ้นเคยมากๆไป เพราะเราคุ้นเคยกับภาพเหล่านั้นทั้งสีสันและรายละเอียด ทำให้เราสามารถเลือกได้สะดวกและเที่ยงตรงกว่าเดิมด้วย</li>
<li><strong>คุยกับคนขายว่าสามารถให้คุณเล่นรีโมท</strong>ได้หรือไม่ หากเล่นได้ก็น่าจะลองทำความคุ้นเคยกับตัวรีโมท และตัวเมนูในเครื่องว่าเหมาะกับเราหรือไม่อย่างไร</li>
<li><strong>หากคุณมีความรู้พอสมควร ลองปรับแต่งสี</strong>ดูเลยโดยเทียบกับหนังหรือภาพที่คุณนำมานั่นละ ว่าคุณสามารถปรับแต่งสีหรือคุณภาพของภาพให้ถูกใจตัวเองได้หรือไม่</li>
</ol>
<h3><img class="aligncenter size-full wp-image-2526" title="lcd-tv-testing" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/lcd-tv-testing.jpg" alt="lcd tv testing 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="600" height="450" /></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">จะเลือกจอโดยดูจากอะไรดี?</span></h3>
<ol>
<li><strong>แสงสะท้อนของจอ</strong> พยายามหลีกเลี่ยงจอประเภท glossy หรือที่เรียกกันภาษาบ้านๆ คือจอกระจก เว้นเสียว่าคุณจะดูในที่มืดเสียเป็นส่วนใหญ่ หากจะเลือกจอแบบนี้ให้ดูด้วยว่ามีอาการภาพเป็นคลื่นๆ หรือไม่เนื่องจากบางครั้งการติดจออาจทำได้ไม่ค่อยดีจึงทำให้เกิดปัญหา วิธีการเช็คคือใช้ภาพสีดำล้วนและมองจากมุมมองที่ต่างๆ กัน</li>
<li><strong>เช็คระดับสีดำของจอ</strong>หรือการเล็ดลอดของแสง backlight ในขณะที่จอภาพแสดงสีดำด้วย (ถึงแม้ว่าอาจจะเช็คยากนิดนึงเนื่องด้วยเหตุผลเรื่องแสงสว่างภายนอก) และอย่าลืมเช็ค dead pixel รวมถึงคุณภาพการประกอบของจอด้วย</li>
<li><strong>ดูเรื่ององศาการมองของภาพ</strong>ในมุมมองที่แตกต่างกัน ควรหาภาพที่มีสีสันหลากหลายเพื่อเช็คว่ามีสีไหนที่มีการเพี้ยนบ้างเมื่อเราเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งปัญหาพวกนี้จะเจอมากในจอประเภท LCD แต่กลับ plasma ปัญหาพวกนี้แทบไม่มีให้เห็น ให้ลองเปลี่ยนมุมมองจากแนวตั้งและแนวนอนเพื่อทดสอบด้วย</li>
<li><strong>จอ LCD แบบ IPS (In-Plane Switching)</strong> เป็นจอที่มีคุณภาพสูงที่สุดในบรรดาจอ LCD และมีปัญหาเรื่ององศาการมองน้อยมากแต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของจอตัวนี้คือระดับภาพสีดำที่น้อยกว่าประเภทอื่นๆ หากซื้อจอประเภทนี้ควรเช็คระดับภาพสีดำให้ละเอียดด้วย</li>
<li><strong>จอบางตัวจะมีปัญหากับภาพที่มีความสว่างสูง</strong> ซึ่งเป็นปัญหาที่อาจทำให้ส่วนที่เป็นส่วนไฮไลท์ของภาพ (ส่วนที่มีความสว่างสูงของภาพ) นั้นรายละเอียดหายไป (กลายเป็นภาพสีขาวสว่างจ้า) วิธีการทดสอบคือให้หาภาพที่มีส่วนไฮไลท์ที่มีความสว่างสูง แต่ยังมีรายละเอียดครบถ้วนไปเปิด หากมองไม่เห็นรายละเอียดบนส่วนนั้นบนหน้าจอ ให้ลองปรับลด contrast ลงมา หากยังมองไม่เห็นรายละเอียดที่หายไป ให้มองข้ามจอตัวนั้นไปเลย</li>
<li><strong>จอบางตัวมีเสียง</strong>ที่อาจเกิดจากส่วน power supply หรือส่วนพัดลมระบายอากาศ ควรเช็คเรื่องเหล่านี้ด้วยถึงแม้ว่าจะยากไปสักนิดในการเทสตามห้างเนื่องจากเสียงรอบข้างที่รบกวน</li>
</ol>
<p>หวังว่า 23 เทคนิคนี้คงจะมีประโยชน์สำหรับในการเลือกบ้างไม่มากก็น้อยครับ สุดท้ายผมอยากจะบอกว่า &#8220;Believe Your Eyes&#8221; หรือเชื่อสายตาคุณเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/06/30/23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ก๊อปเร็วก๊อปไว EPhone 4GS มาแล้น</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/06/28/ephone-4gs-is-the-iphone-4-clone/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/06/28/ephone-4gs-is-the-iphone-4-clone/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Jun 2010 12:52:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Gadget]]></category>
		<category><![CDATA[China Product]]></category>
		<category><![CDATA[Clone]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone 4]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2514</guid>
		<description><![CDATA[
iPhone 4 เพิ่งออกวางจำหน่ายไม่ทันไร วันนี้พี่จีนของเราสุดยอดเทพการก๊อปปี้ ออกมือถือรุ่นเหมือนอย่าง EPhone 4GS ออกมาแล้ว โดยก๊อปมาเหมือนเสียแทบทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นส่วนปุ่มด้านหน้าที่ออกแบบใหม่ให้มีความหนาที่มากขึ้น ส่วนระบบปฏิบัติการก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะใช้ระบบปฏิบัติการ Android อีกต่างหาก
ถึงก๊อปมา แต่ก็ไม่น่าจะมีมีปัญหาเรื่องเสาอากาศนะ  



ข้อมูลและภาพจาก Chinitech
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2515" title="ephone-4gs-clone-001" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/ephone-4gs-clone-001.jpg" alt="ephone 4gs clone 001 ก๊อปเร็วก๊อปไว EPhone 4GS มาแล้น" width="500" height="375" /></p>
<p>iPhone 4 เพิ่งออกวางจำหน่ายไม่ทันไร วันนี้พี่จีนของเราสุดยอดเทพการก๊อปปี้ ออกมือถือรุ่นเหมือนอย่าง EPhone 4GS ออกมาแล้ว โดยก๊อปมาเหมือนเสียแทบทุกกระเบียดนิ้ว<span id="more-2514"></span> ยกเว้นส่วนปุ่มด้านหน้าที่ออกแบบใหม่ให้มีความหนาที่มากขึ้น ส่วนระบบปฏิบัติการก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะใช้ระบบปฏิบัติการ Android อีกต่างหาก</p>
<p>ถึงก๊อปมา แต่ก็ไม่น่าจะมีมีปัญหาเรื่องเสาอากาศนะ <img src='http://www.techblog.in.th/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' title="ก๊อปเร็วก๊อปไว EPhone 4GS มาแล้น" /> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2516" title="ephone-4gs-clone-002" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/ephone-4gs-clone-002.jpg" alt="ephone 4gs clone 002 ก๊อปเร็วก๊อปไว EPhone 4GS มาแล้น" width="500" height="375" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2517" title="ephone-4gs-clone-003" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/ephone-4gs-clone-003.jpg" alt="ephone 4gs clone 003 ก๊อปเร็วก๊อปไว EPhone 4GS มาแล้น" width="500" height="375" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2518" title="ephone-4gs-clone-004" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/ephone-4gs-clone-004.jpg" alt="ephone 4gs clone 004 ก๊อปเร็วก๊อปไว EPhone 4GS มาแล้น" width="500" height="375" /></p>
<p>ข้อมูลและภาพจาก <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.chinitech.com/en/2010/actualite/clones/clone-chinois-ephone-4gs-meilleur-clone-chinois-du-iphone-4-en-chine/" rel="nofollow"  target="_blank">Chinitech</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/06/28/ephone-4gs-is-the-iphone-4-clone/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/06/27/3d-production-in-fifa-world-cup-2010/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/06/27/3d-production-in-fifa-world-cup-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 17:59:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Other]]></category>
		<category><![CDATA[3D Production]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Broadcasting]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2502</guid>
		<description><![CDATA[
อยากจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่บอลโลกเริ่มใหม่ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที มาถึงตอนนี้ก็ยังมีเวลาอีกสองอาทิตย์กว่าๆ หวังว่าคงยังไม่ช้าไป :p
ฟุตบอลโลกคราวนี้เป็นฟุตบอลโลกที่มากับเทคโนโลยีใหม่ๆ สมกับเป็นจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยี ที่เด่นที่สุดคือเกี่ยวกับภาพและการถ่ายทอดสดนั่นละ สำหรับใครที่อดหลับอดนอนดูกันแทบทุกวัน จะเห็นได้ว่ารอบนี้ภาพดูดีกว่าเดิมเยอะ เรียกว่าภาพช้ามีแทบทุกมุมมองให้ดูจริงๆ และเป็นแบบ super-slow-motion อีกด้วย ดังนั้นบทความนี้จะเอาข้อมูลเกี่ยวกับกล้องและเทคโนโลยีที่ใช้ครั้งนี้มาให้ดูกัน
ปีนี้ Sony ที่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะ 3D เข้ามาใส่ในการแข่งขันครั้งนี้เรียกว่าเต็มเหนี่ยว โปรโมทเสียแทบทุกสื่อเลยทั้งด้านวงการหนัง หรือวงการเกมก็ไม่เว้น ด้วยแคมเปญที่ชื่อว่า 3D World Created by Sony

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็เช่นกัน Sony ขนเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปในการแข่งขันครั้งนี้อย่างมากมาย แน่นอนว่าการถ่ายทอดครั้งนี้จะถ่ายเป็นสามมิติด้วย แต่ก็เฉพาะในบางประเทศเท่านั้น (อย่างน้อยคือในสหรัฐฯและสเปน) ซึ่งกล้องที่ใช้ในการถ่ายทอดครั้งนี้คือกล้องโมเดล HDC-1500 ที่เป็นกล้องระดับโปรของโซนี่ราคาล้านกว่าบาท (ไม่รวมอุปกรณ์อื่นๆ ถ้ารวมก็หลายล้านอยู่)
สำหรับสเปคของตัวนี้ก็มิใช่ธรรมดา โดยผมจะไม่เอารายละเอียดมาลงมากนัก (เพราะผมไม่ใช่ผู้คร่ำหวอดในวงการถ่ายทำภาพยนตร์และสเปคมันยุ่บยั่บน่าปวดขมอง) แต่ผมสรุปให้แบบรวบรัดเอาเป็นว่ามันสามารถถ่ายภาพในระดับ HD ที่ได้คุณภาพของภาพในระดับที่เรียกว่าเยี่ยมยอดและสัญญาณรบกวนต่ำมากในระดับเฟรมเรต 60 เฟรมต่อวินาที และแน่นอนว่าหากจะถ่ายแบบสามมิติก็ต้องใช้กล้องสองตัว (ตัวนึงแทนตาข้างซ้าย อีกตัวแทนด้านขวา)  ส่งเข้าตัวประมวลผล MPE-200 ที่มีแยกต่างหาก
สำหรับ MPE-200 จะเป็นตัวประมวลผลภาพจากสองกล้องให้ออกมาเป็น 3 มิติด้วยจะดำเนินการทุกอย่างทั้งการชดเชยให้ภาพมีคุณภาพที่เท่าเทียมกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2507" title="3d-world-cup-2010" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/3d-world-cup-2010.jpg" alt="3d world cup 2010 เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010" width="600" height="400" /></p>
<p>อยากจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่บอลโลกเริ่มใหม่ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที มาถึงตอนนี้ก็ยังมีเวลาอีกสองอาทิตย์กว่าๆ หวังว่าคงยังไม่ช้าไป :p</p>
<p>ฟุตบอลโลกคราวนี้เป็นฟุตบอลโลกที่มากับเทคโนโลยีใหม่ๆ สมกับเป็นจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยี ที่เด่นที่สุดคือเกี่ยวกับภาพและการถ่ายทอดสดนั่นละ สำหรับใครที่อดหลับอดนอนดูกันแทบทุกวัน จะเห็นได้ว่ารอบนี้ภาพดูดีกว่าเดิมเยอะ เรียกว่าภาพช้ามีแทบทุกมุมมองให้ดูจริงๆ และเป็นแบบ super-slow-motion อีกด้วย ดังนั้นบทความนี้จะเอาข้อมูลเกี่ยวกับกล้องและเทคโนโลยีที่ใช้ครั้งนี้มาให้ดูกัน<span id="more-2502"></span></p>
<p>ปีนี้ Sony ที่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะ 3D เข้ามาใส่ในการแข่งขันครั้งนี้เรียกว่าเต็มเหนี่ยว โปรโมทเสียแทบทุกสื่อเลยทั้งด้านวงการหนัง หรือวงการเกมก็ไม่เว้น ด้วยแคมเปญที่ชื่อว่า 3D World Created by Sony</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-2503" title="3D_logo" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/3D_logo.jpg" alt="3D logo เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010" width="300" height="300" /></p>
<p style="text-align: left;">ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็เช่นกัน Sony ขนเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปในการแข่งขันครั้งนี้อย่างมากมาย แน่นอนว่าการถ่ายทอดครั้งนี้จะถ่ายเป็นสามมิติด้วย แต่ก็เฉพาะในบางประเทศเท่านั้น (อย่างน้อยคือในสหรัฐฯและสเปน) ซึ่งกล้องที่ใช้ในการถ่ายทอดครั้งนี้คือกล้องโมเดล HDC-1500 ที่เป็นกล้องระดับโปรของโซนี่ราคาล้านกว่าบาท (ไม่รวมอุปกรณ์อื่นๆ ถ้ารวมก็หลายล้านอยู่)</p>
<div id="attachment_2504" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-hdc-1500.jpg" rel="lightbox[2502]"><img class="size-full wp-image-2504" title="sony-hdc-1500" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-hdc-1500.jpg" alt="sony hdc 1500 เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010" width="600" height="393" /></a><p class="wp-caption-text">ชุดธรรมดาของ Sony HDC-1500</p></div>
<p style="text-align: left;">สำหรับสเปคของตัวนี้ก็มิใช่ธรรมดา โดยผมจะไม่เอารายละเอียดมาลงมากนัก (เพราะผมไม่ใช่ผู้คร่ำหวอดในวงการถ่ายทำภาพยนตร์และสเปคมันยุ่บยั่บน่าปวดขมอง) แต่ผมสรุปให้แบบรวบรัดเอาเป็นว่ามันสามารถถ่ายภาพในระดับ HD ที่ได้คุณภาพของภาพในระดับที่เรียกว่าเยี่ยมยอดและสัญญาณรบกวนต่ำมากในระดับเฟรมเรต 60 เฟรมต่อวินาที และแน่นอนว่าหากจะถ่ายแบบสามมิติก็ต้องใช้กล้องสองตัว (ตัวนึงแทนตาข้างซ้าย อีกตัวแทนด้านขวา)  ส่งเข้าตัวประมวลผล MPE-200 ที่มีแยกต่างหาก</p>
<div id="attachment_2505" class="wp-caption aligncenter" style="width: 623px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sample-diagram-mpe-200.jpg" rel="lightbox[2502]"><img class="size-full wp-image-2505" title="sample-diagram-mpe-200" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sample-diagram-mpe-200.jpg" alt="sample diagram mpe 200 เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010" width="613" height="201" /></a><p class="wp-caption-text">3D Production System Diagram</p></div>
<div id="attachment_2506" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-mpe-200.jpg" rel="lightbox[2502]"><img class="size-full wp-image-2506 " title="sony-mpe-200" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-mpe-200.jpg" alt="sony mpe 200 เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010" width="600" height="166" /></a><p class="wp-caption-text">Sony MPE-200 Image Processor</p></div>
<p style="text-align: left;">สำหรับ MPE-200 จะเป็นตัวประมวลผลภาพจากสองกล้องให้ออกมาเป็น 3 มิติด้วยจะดำเนินการทุกอย่างทั้งการชดเชยให้ภาพมีคุณภาพที่เท่าเทียมกัน (สำหรับการทำภาพ 3 มิติจำเป็นที่ต้องให้ภาพจากสองกล้องมีคุณภาพหรือการตั้งค่าเช่น ความสว่าง สีสันหรือความคมชัดที่เท่ากัน) สำหรับการประมวลผลพลังก็เหลือเฟือเพราะหัวใจของมันก็พอจะเดากันออกเพราะใช้ Cell Processor เป็นขุมพลังหลัก หลังจากนั้นก็จะส่งเข้าสู่ switcher เพื่อทำการตัดต่อลำดับภาพต่อไป</p>
<p style="text-align: left;">ถึงบอลโลกคราวนี้เราจะได้ดูกันแบบ HD กันแล้วแต่ครั้งหน้าหาก LCD(LED) TV 3D มีราคาที่ถูกลงเมื่อไหร่และแพร่หลายกันอย่างกว้างขวางเท่ากับ LCD TV ในตอนนี้เราก็อาจจะได้เห็นบอลโลกครั้งหน้ากันแบบสามมิติก็ได้ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในอีกสี่ปีข้างหน้า สำหรับผมเองถือว่าเทคโนโลยีจะก้าวไปอีกเยอะเลยทีเดียว (ลองเทียบกับสี่ปีที่แล้วก็ได้ครับ ว่าเทคโนโลยีต่างๆ เทียบกับปัจจุบันมันกระโดดไปเยอะแค่ไหน)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/06/27/3d-production-in-fifa-world-cup-2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>VLC 1.1 มาแล้ว พร้อมรองรับ hardware acceleration</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/06/24/new-vlc-1-1-support-hardware-acceleration/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/06/24/new-vlc-1-1-support-hardware-acceleration/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Jun 2010 04:50:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Download]]></category>
		<category><![CDATA[VLC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2499</guid>
		<description><![CDATA[
VLC โปรแกรมดูหนังที่ก่อนหน้านี้เพิ่งออกเวอร์ชั่น 1.0 ไปไม่นานเท่าไหร่วันนี้ออกเวอร์ชั่น 1.1 มาแล้ว ที่สำคัญมีความสามารถใหม่ๆ อีกมากมายที่เพิ่มเข้ามาเพื่อลบจุดอ่อนของโปรแกรมตัวนี้ ลูกเล่นที่เด่นที่สุดคือการเร่งความเร็วด้วยฮาร์ดแวร์ หรือ hardware acceleration ที่ปัจจุบัน player ทุกตัวต้องทำให้รองรับเป็นมาตรฐาน ซึ่งเจ้า VLC ก็รองรับแล้วเช่นกันในขณะนี้ แน่นอนว่าหากมีการ์ดจอที่รองรับก็สามารถลดภาระของ cpu ไปได้อีกเยอะเลยทีเดียวเชียว สำหรับใครที่อยากอ่านฟีเจอร์เต็มๆ ของ 1.1 หรือดาวน์โหลดก็ไปดูได้ในเว็บไซต์ด้านล่างครับ
- VideoLAN (Download VLC Player 1.1)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2500" title="vlc-11" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/vlc-11.jpg" alt="vlc 11 VLC 1.1 มาแล้ว พร้อมรองรับ hardware acceleration" width="600" height="418" /></p>
<p>VLC โปรแกรมดูหนังที่ก่อนหน้านี้เพิ่งออกเวอร์ชั่น 1.0 ไปไม่นานเท่าไหร่วันนี้ออกเวอร์ชั่น 1.1 มาแล้ว ที่สำคัญมีความสามารถใหม่ๆ อีกมากมายที่เพิ่มเข้ามาเพื่อลบจุดอ่อนของโปรแกรมตัวนี้ ลูกเล่นที่เด่นที่สุดคือการเร่งความเร็วด้วยฮาร์ดแวร์ หรือ hardware acceleration ที่ปัจจุบัน player ทุกตัวต้องทำให้รองรับเป็นมาตรฐาน ซึ่งเจ้า VLC ก็รองรับแล้วเช่นกันในขณะนี้ แน่นอนว่าหากมีการ์ดจอที่รองรับก็สามารถลดภาระของ cpu ไปได้อีกเยอะเลยทีเดียวเชียว สำหรับใครที่อยากอ่านฟีเจอร์เต็มๆ ของ 1.1 หรือดาวน์โหลดก็ไปดูได้ในเว็บไซต์ด้านล่างครับ</p>
<p>- <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.videolan.org/" rel="nofollow"  target="_blank">VideoLAN (Download VLC Player 1.1)</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/06/24/new-vlc-1-1-support-hardware-acceleration/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตรวจเช็คความร้อน cpu ง่ายๆ ด้วย Core Temp</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/06/21/easily-check-cpu-temperature-by-core-temp/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/06/21/easily-check-cpu-temperature-by-core-temp/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jun 2010 03:32:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Application]]></category>
		<category><![CDATA[CPU]]></category>
		<category><![CDATA[Download]]></category>
		<category><![CDATA[Utilities]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2488</guid>
		<description><![CDATA[
อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการตรวจสอบความร้อนของ CPU
Core Temp เป็นอีกโปรแกรมตรวจสอบความร้อนของซีพียูที่น่าสนใจ ที่สำคัญขนาดเล็กมากๆ เพียง 500 KB เท่านั้นเอง ลูกเล่นที่มีมาให้ก็ถือว่าสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้พอสมควร อีกทั้งหากใครมีคีย์บอร์ดเทพอย่าง Logitech G15 อยู่ด้วยแล้ว โปรแกรมตัวนี้สามารถส่งข้อมูลไปออกบนจอ LCD ของ G15 ได้อีกด้วย รวมถึงสามารถตั้งการเตือน overheat หรือย่อลงไปเก็บตรงมุมจอเป็น background ก็ยังไหว
- Core Temp (32 bit , 64 bit)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2489" title="coretemp" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/coretemp.jpg" alt="coretemp ตรวจเช็คความร้อน cpu ง่ายๆ ด้วย Core Temp" width="346" height="325" /></p>
<p>อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการตรวจสอบความร้อนของ CPU<span id="more-2488"></span></p>
<p>Core Temp เป็นอีกโปรแกรมตรวจสอบความร้อนของซีพียูที่น่าสนใจ ที่สำคัญขนาดเล็กมากๆ เพียง 500 KB เท่านั้นเอง ลูกเล่นที่มีมาให้ก็ถือว่าสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้พอสมควร อีกทั้งหากใครมีคีย์บอร์ดเทพอย่าง Logitech G15 อยู่ด้วยแล้ว โปรแกรมตัวนี้สามารถส่งข้อมูลไปออกบนจอ LCD ของ G15 ได้อีกด้วย รวมถึงสามารถตั้งการเตือน overheat หรือย่อลงไปเก็บตรงมุมจอเป็น background ก็ยังไหว</p>
<h3>- <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.alcpu.com/CoreTemp/" rel="nofollow"  target="_blank">Core Temp</a> (<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.alcpu.com/CoreTemp/CoreTemp32.zip" rel="nofollow" >32 bit</a> , <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.alcpu.com/CoreTemp/CoreTemp64.zip" rel="nofollow" >64 bit</a>)</h3>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/06/21/easily-check-cpu-temperature-by-core-temp/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/06/19/battery-notebook-life-extending-guide/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/06/19/battery-notebook-life-extending-guide/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jun 2010 07:36:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Hardware]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Battery Notebook]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2474</guid>
		<description><![CDATA[
ถึงในยุคนี้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบนึงที่ขายดีที่สุดก็คือแบบพกพา หรือที่เรียกกันว่า notebook หรืออีกแบบเช่น netbook ก็ขายดีไม่แพ้กัน สังเกตได้ว่ายอดขายในแต่ละเดือนก็ยิ่งทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลงานคอมอย่าง commart บ้านเราสังเกตได้ว่าขาออกจากงานมีแต่คนหิ้ว notebook กลับบ้านกันเป็นแถบๆ
ซึ่งผู้ใช้งานเหล่านั้นส่วนมากแล้วผมคิดว่าก็เป็นผู้ใช้งานทั่วไปที่อยากจะได้คอมพิวเตอร์มาใช้งานสักเครื่อง ส่วนที่เหลือจากนั้นคือผู้ที่มีความรู้ด้านนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สุดท้ายเมื่อเครื่องพวกนี้ออกไปสู่ผู้ใช้เป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าปัญหาที่ตามมานั้นก็ย่อมมากตามไปด้วย หนึ่งในปัญหานั้นก็คือ &#8220;จะทำยังไงให้ battery notebook นั้นใช้ได้นานๆ โดยที่ไม่เสื่อม?&#8221; ผมเห็นหลายคนต่างสงสัยกันในคำถามนี้มากมาย บางคนอาจจะเพิ่งซื้อมาหรือไม่ก็ battery เสื่อมไปแล้วถึงต้องเข้ามาถาม แน่นอนว่าแบตก้อนนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ หลักพันสองพันทั้งนั้นครับ บทความนี้ผมจะพาลงลึกไปหาวิธีการที่จะช่วยรักษา battery notebook ให้อยู่กับเราไปนานๆ และใช้งานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนอื่นมาเข้าประเด็นแรกกันก่อน
ส่วนไหนของเครื่อง Notebook ที่กินไฟมากที่สุด ?
หลายคนอาจคิดว่าเป็นตัว Graphic Card หรือ CPU แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ส่วนที่กินมากที่สุดจอ LCD นั่นเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ได้มาแบบลอยๆ แต่เป็นข้อมูลจากวิศวกรของ Microsoft ที่พัฒนา Windows 7

อีกส่วนที่คุณไม่อาจมองข้ามได้เลยคืออุปกรณ์ที่ใช้ไฟเลี้ยงทั้งหลายจากพอร์ท USB เช่น mouse, flash drive [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2482" title="notebook-battery-icon" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/notebook-battery-icon.jpeg" alt=" Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="480" height="360" /></p>
<p>ถึงในยุคนี้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบนึงที่ขายดีที่สุดก็คือแบบพกพา หรือที่เรียกกันว่า notebook หรืออีกแบบเช่น netbook ก็ขายดีไม่แพ้กัน สังเกตได้ว่ายอดขายในแต่ละเดือนก็ยิ่งทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลงานคอมอย่าง commart บ้านเราสังเกตได้ว่าขาออกจากงานมีแต่คนหิ้ว notebook กลับบ้านกันเป็นแถบๆ<span id="more-2474"></span></p>
<p>ซึ่งผู้ใช้งานเหล่านั้นส่วนมากแล้วผมคิดว่าก็เป็นผู้ใช้งานทั่วไปที่อยากจะได้คอมพิวเตอร์มาใช้งานสักเครื่อง ส่วนที่เหลือจากนั้นคือผู้ที่มีความรู้ด้านนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สุดท้ายเมื่อเครื่องพวกนี้ออกไปสู่ผู้ใช้เป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าปัญหาที่ตามมานั้นก็ย่อมมากตามไปด้วย หนึ่งในปัญหานั้นก็คือ &#8220;จะทำยังไงให้ battery notebook นั้นใช้ได้นานๆ โดยที่ไม่เสื่อม?&#8221; ผมเห็นหลายคนต่างสงสัยกันในคำถามนี้มากมาย บางคนอาจจะเพิ่งซื้อมาหรือไม่ก็ battery เสื่อมไปแล้วถึงต้องเข้ามาถาม แน่นอนว่าแบตก้อนนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ หลักพันสองพันทั้งนั้นครับ บทความนี้ผมจะพาลงลึกไปหาวิธีการที่จะช่วยรักษา battery notebook ให้อยู่กับเราไปนานๆ และใช้งานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนอื่นมาเข้าประเด็นแรกกันก่อน</p>
<h3>ส่วนไหนของเครื่อง Notebook ที่กินไฟมากที่สุด ?</h3>
<p>หลายคนอาจคิดว่าเป็นตัว Graphic Card หรือ CPU แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ส่วนที่กินมากที่สุดจอ LCD นั่นเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ได้มาแบบลอยๆ แต่เป็นข้อมูลจากวิศวกรของ Microsoft ที่พัฒนา Windows 7</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2475" title="notebook-power-consumption" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/notebook-power-consumption.png" alt="notebook power consumption Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="535" height="305" /></p>
<p>อีกส่วนที่คุณไม่อาจมองข้ามได้เลยคืออุปกรณ์ที่ใช้ไฟเลี้ยงทั้งหลายจากพอร์ท USB เช่น mouse, flash drive รวมถึง harddisk ด้วย ยิ่งเป็นแบบ portable (2.5 นิ้ว) ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันยิ่งกินกันเข้าไปใหญ่หากคุณเสียบทิ้งไว้โดยที่ไม่คิดจะใช้งานมัน ซึ่งข้อมูลตรงนี้จะเกี่ยวข้องกับส่วนต่อไปคือการปรับแต่ง notebook ให้กินพลังงานน้อยที่สุด</p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">เทคนิคการปรับแต่งให้ Notebook ใช้พลังงานน้อยที่สุด</span></h3>
<p><strong><em>- ปิดการเชื่อมต่อที่ไม่ได้ใช้งานทิ้งให้หมด</em></strong></p>
<p><strong><em><img class="aligncenter size-full wp-image-2481" title="battery-notebook-disable-wireless" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/battery-notebook-disable-wireless.jpg" alt="battery notebook disable wireless Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="500" height="360" /></em></strong><br />
สิ่งแรกที่ควรทำคือดูว่าปัจจุบันการเชื่อมต่อที่คุณใช้อยู่นั้นมีอะไรบ้าง เช่นปัจจุบันหากคุณไม่ได้ใช้อะไรเลยทั้ง wireless, bluetooth ก็ปิดมันซะให้หมด ส่วนวิธีปิดนั้นหากเครื่อง notebook ของคุณไม่มีปุ่มที่เอาไว้ปิดก็สามารถเข้าไปในหน้าต่าง Network Sharing Center (หรือ Network Connections ใน Windows XP) คลิกขวาที่สัญลักษณ์ที่ไม่ต้องการใช้งานแล้วเลือก Disable ให้หมด ตอนจะกลับมาใช้ก็อย่าลืมกลับมา Enable ด้วยละ เดี๋ยวจะนึกว่า wireless พังซะอีก</p>
<p>ส่วน Bluetooth หากมีโปรแกรมรันอยู่ด้านขวาล่างของจอก็คลิกขวาแล้วเลือก disable ไปซะ (ส่วนมากโปรแกรมจะมีคำสั่งนี้อยู่แล้ว) เท่านี้ก็ประหยัดไปได้เปราะนึง</p>
<p><em><strong>- เปิดเฉพาะโปรแกรมที่ต้องการใช้เท่านั้น</strong></em></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2479" title="battery-notebook-close-program" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/battery-notebook-close-program.jpg" alt="battery notebook close program Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="444" height="474" /><br />
</strong></p>
<p>โปรแกรมตัวไหนที่ไม่ใช้ก็ปิดไปให้หมดเท่านั้นเอง เพราะการที่เปิดโปรแกรมเหล่านี้ทิ้งไว้เบื้องหลัง หมายความว่ามันก็แอบใช้พลังงานเครื่องคุณในการประมวลผลและรักษาสถานะของตัวมันเองด้วย ฉะนั้นตัวไหนไม่ได้ใช้ ก็ปิดๆ ไปซะ ที่สำคัญเครื่องคุณจะเร็วกว่าเดิมอีกด้วย</p>
<p><em><strong>- ปรับแต่ง power options</strong></em></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2476" title="power-option-edit-plan" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/power-option-edit-plan.jpg" alt="power option edit plan Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="500" height="361" /></strong><br />
อีกส่วนที่หลายคนไม่ค่อยปรับกันเท่าไหร่ กับออปชั่น power options ในตัววินโดวส์ที่อนุญาตให้เราปรับแต่งได้ว่าเวลาที่เราไม่ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือพูดง่ายๆ คือปล่อยให้มันอยู่ว่างๆ เราสามารถตั้งให้มันหรี่ไฟของจอลง หรือปิดจอเพื่อรักษาพลังงาน หรือถ้าให้สุดๆ ไปกว่านั้นคือตั้งให้ปิดเครื่องไปเลยก็ได้ ส่วนนี้คือส่วนหนึ่งที่แนะนำให้ทำเนื่องจากการตั้งปิดจอไว้ทำให้เราประหยัดพลังงานได้อีกมากจริงๆ</p>
<p><em><strong>- ลดความสว่างของจอลง</strong></em></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2477" title="battery-notebook-lcd-dim" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/battery-notebook-lcd-dim.jpg" alt="battery notebook lcd dim Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="304" height="79" /><br />
</strong></p>
<p>อีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ง่ายๆ เช่นกัน หากเราไม่ได้ทำงานที่ซีเรียสมากเช่นตัดต่อกราฟิกที่อาจจะต้องใช้จอสว่างๆ เพื่อเช็คสี เราอาจหรี่จอลงมาให้สว่างน้อยลงกว่าเดิมได้เพื่อประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม แต่ต้องปรับให้อยู่ในระดับที่ดูแล้วสบายตานะครับ ไม่งั้นประหยัดไฟกับสายตาเสียคงไม่คุ้ม</p>
<p><em><strong>- ใช้ hibernate แทนการ standby ในขณะที่พับฝา</strong></em></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2478" title="battery-notebook-hibernate" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/battery-notebook-hibernate.jpg" alt="battery notebook hibernate Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="500" height="355" /></strong><br />
บางครั้งเราทำงานอยู่แต่มีเหตุต้องย้ายเครื่องไปใช้งานที่อื่นจนทำให้เราต้องพับฝาลงชั่วคราว เครื่องส่วนมากมักจะตั้งไว้ให้เข้าโหมด standby เพื่อระงับการใช้งานไว้ชั่วคราว ซึ่งวิธีแบบนี้ไม่เหมาะเท่าไหร่ที่จะปิดไว้เป็นระยะเวลานานๆ การปรับแต่งให้เข้าโหมด hibernate ไปเลยดูเข้าท่ากว่าเพราะโหมด hibernate ไม่ได้ใช้พลังงานเลยในระหว่างที่พับฝา (เพราะเครื่องมันดับสนิทไปแล้ว) ในขณะที่โหมด standby ยังกินพลังงานของเครื่องอยู่เรื่อยๆ</p>
<h2><strong>เกี่ยวกับ battery ของ notebook</strong></h2>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2480" title="lenovo-battery" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/lenovo-battery.jpg" alt="lenovo battery Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="453" height="340" /><br />
</strong></p>
<p>ปัจจุบัน battery ของ notebook นิยมใช้แบตชนิดลิเทียมไอออน  <strong>(<strong>Li-ion)</strong></strong> เหตุผลเพราะให้กำลังไฟที่ดีเมื่อเทียบกับน้ำหนักและมี memory effect ที่น้อยอีกด้วย สิ่งที่ควรคำนึงถึงของการใช้ battery ประเภทนี้คือ</p>
<p><strong>- ไม่ควรใช้งานจนเครื่องดับไปเอง</strong> (หรือเรียกได้อีกอย่างคือไม่ควรใช้งานให้จนไม่มีไฟเหลือในตัว battery) เนื่องจากจะทำให้ประจุไอออนนั้นลดจำนวนลงจนส่งผลให้เก็บไฟได้น้อยลงในการชาร์จครั้งหลังๆ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราสามารถใช้งาน notebook ได้สั้นกว่าที่ควรจะเป็น อันเป็นที่มาของอาการที่เรียกว่าแบตเสื่อมนั่นละ ฉะนั้นการมีความเชื่อแบบเดิมๆ ว่าควรใช้ให้หมดจรดไปเลยแล้วค่อยชาร์จนั้นไม่สามารถใช้กับแบทประเภทนี้ได้ (แบทที่ควรใช้ให้หมดแล้วจึงชาร์จจะเป็นแบทแบบเก่าประเภทนิกเกิลแคดเมียม (Ni-cd) หรือแบบนิกเกิล เมทัลไฮดราย (Ni-mh) เท่านั้น)</p>
<p><strong>- ควรชาร์จเมื่อประจุต่ำกว่า 30%</strong> เพื่อรักษาระดับไอออนของ battery ให้อยู่ในระดับเดิม</p>
<p><strong>- หลีกเลี่ยงความร้อน</strong> ความร้อนเป็นศัตรูตัวฉกาจของ battery ประเภทนี้ อาจทำให้แบตเสื่อมเร็วกว่าที่ควรจะเป็นหากปล่อยให้โดนความร้อน ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจากแสงแดด หรือความร้อนจากตัวเครื่องบางรุ่น</p>
<p><strong>- รีเซ็ท power guage ของแบตทุกๆ การชาร์จ 30 ครั้ง</strong> อันนี้เป็นคำแนะนำของโปรแกรม <a href="http://www.techblog.in.th/2009/08/16/check-and-view-your-battery-information-with-batterycare/" target="_blank">batterycare</a> ที่แนะนำให้ทำการรีเซ็ททุกๆ การชาร์จ 30 ครั้งเพื่อให้ battery สามารถบอกระดับพลังงานได้ถูกต้อง หากคุณใช้ notebook แล้วเกิดปัญหา battery หมดก่อนที่แจ้งไว้ (เช่นเหลือ 10% แต่เครื่องดับไปแล้ว) ก็ให้ลองใช้วิธีนี้ดู</p>
<p><em>1. ชาร์จแบตให้เต็ม<br />
2. ไปตั้งให้ระบบทำการ hibernate เมื่อแบตใกล้หมด<br />
3. ถอดสายชาร์จออกแล้วใช้งานไปเรื่อยๆ จนกว่าเครื่องจะ hibernate ไปเอง<br />
4. ทิ้งไว้ 5 ชั่วโมง<br />
5. ชาร์จให้เต็ม แล้วใช้งานตามปกติ</em></p>
<p>วิธีทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยาก และทำให้สามารถใช้งาน battery ของ notebook ได้เป็นระยะเวลายาวนานขึ้น โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ก่อนเวลาอันควร วิธีพวกนี้สามารถประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้ battery ประเภทเดียวกันได้อีกด้วย</p>
<p><strong>หรือหากท่านมีวิธีอะไรเพิ่มเติม หรือข้อสงสัยตรงไหนสามารถใช้กล่อง comment ด้านล่างเพื่อแนะนำหรือสอบถามได้ครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/06/19/battery-notebook-life-extending-guide/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
