<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Techblog &#187; Article</title>
	<atom:link href="http://www.techblog.in.th/tag/article/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.techblog.in.th</link>
	<description>The Technology Notes</description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 12:46:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>จาก DOTA จนถึง Dota 2 จากม็อดเล็กๆ สู่เกมฟอร์มยักษ์</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2011/08/18/dota-to-dota-2-the-history-of-dota/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2011/08/18/dota-to-dota-2-the-history-of-dota/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Aug 2011 05:30:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[PC Gaming]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[DOTA]]></category>
		<category><![CDATA[Dota 2]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2904</guid>
		<description><![CDATA[สมัยนี้เราก็เห็นกันอยู่ ว่าเกมแนวใหม่ๆ ไม่ค่อยมีโผล่ออกมาให้เห็นกันสักเท่าไหร่ จะเรียกว่าวงการเกมยังคงอยู่กับแนวเดิมๆ ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็คงจะพูดได้สักระดับนึง แต่จะมีสักกี่เกมกันที่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ เข้ามาจนสุดท้ายนั้นประสบความสำเร็จได้ในวงกว้าง หากพูดถึงสมัยประมาณสักสิบปีที่แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า Counter-Strike นั้นกินเวลาช่วงนั้นของพวกเราไปมากขนาดไหน ซึ่งก็เริ่มจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของเหล่า modder เช่นกันจนสุดท้ายก็กลายเป็นเกมขึ้นหิ้งและเป็นบรรทัดฐานใหม่อีกอันให้กับวงการเกมยิงทั่วโลกและยังเล่นกันอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่สำหรับช่วงยุคหลังๆ สี่ห้าปีที่ผ่านมานี้คงมีน้อยคนนักที่จะไม่รุ้จัก DOTA (Defense of the Ancients) ผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยได้ติดตามซีรี่ส์นี้สักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่คนรอบตัวผมก็เล่นกันค่อนข้างเยอะ แต่เห็นแล้วถือว่าเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจดีอีกอย่างของวงการเกมในปัจจุบันนี้เลยขอค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อเขียนบทความสักหน่อยว่ามันมีที่มาอย่างไรบ้าง DOTA เรียกว่าเป็นแนวใหม่ที่รวมลักษณะการเล่นเกมระหว่างแนว RTS เข้ากับความเป็น RPG ภายในตัวจนเรียกว่าเป็นเกมแนวใหม่อีกแนวที่ถูกเรียกกันว่า MOBA (Multiplayer Online Battle Areana) แท้จริงแล้วต้องว่ากันถึงแผนที่ตัวนึงของ StarCraft ที่มีชื่อว่า Aeon of Strife ที่มีรูปแบบการเล่นที่แตกต่างออกไปไม่เหมือนกับเกมปกติที่เราเล่นๆ กันในสมัยนั้น กล่าวคือตัวเกมแทนที่เราจะต้องสร้างสิ่งก่อสร้าง ปั๊มยูนิตออกมาสู้กันเหมือนเกม RTS ทั่วๆ ไปแต่มาแผนที่ตัวนี้จะผิดแปลกออกไปก็คือเราจะได้บังคับตัวละครแค่ตัวเดียวเท่านั้น ส่วนอื่นๆ เช่นสิ่งก่อสร้างจะเป็นหน้าที่ของ AI ทั้งหมดโดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งเลย หน้าที่ของเราก็คือตีฐานศัตรูอีกฝั่งให้แตกโดยผ่านเส้นทางสามเส้นทาง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/08/Dota_Artwork.jpg" rel="lightbox[2904]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2905" title="Dota_Artwork" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/08/Dota_Artwork.jpg" alt="Dota Artwork จาก DOTA จนถึง Dota 2 จากม็อดเล็กๆ สู่เกมฟอร์มยักษ์" width="576" height="435" /></a></p>
<p>สมัยนี้เราก็เห็นกันอยู่ ว่าเกมแนวใหม่ๆ ไม่ค่อยมีโผล่ออกมาให้เห็นกันสักเท่าไหร่ จะเรียกว่าวงการเกมยังคงอยู่กับแนวเดิมๆ ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็คงจะพูดได้สักระดับนึง แต่จะมีสักกี่เกมกันที่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ เข้ามาจนสุดท้ายนั้นประสบความสำเร็จได้ในวงกว้าง หากพูดถึงสมัยประมาณสักสิบปีที่แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า Counter-Strike นั้นกินเวลาช่วงนั้นของพวกเราไปมากขนาดไหน ซึ่งก็เริ่มจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของเหล่า modder เช่นกันจนสุดท้ายก็กลายเป็นเกมขึ้นหิ้งและเป็นบรรทัดฐานใหม่อีกอันให้กับวงการเกมยิงทั่วโลกและยังเล่นกันอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่สำหรับช่วงยุคหลังๆ สี่ห้าปีที่ผ่านมานี้คงมีน้อยคนนักที่จะไม่รุ้จัก DOTA (Defense of the Ancients)<span id="more-2904"></span></p>
<p>ผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยได้ติดตามซีรี่ส์นี้สักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่คนรอบตัวผมก็เล่นกันค่อนข้างเยอะ แต่เห็นแล้วถือว่าเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจดีอีกอย่างของวงการเกมในปัจจุบันนี้เลยขอค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อเขียนบทความสักหน่อยว่ามันมีที่มาอย่างไรบ้าง</p>
<p>DOTA เรียกว่าเป็นแนวใหม่ที่รวมลักษณะการเล่นเกมระหว่างแนว RTS เข้ากับความเป็น RPG ภายในตัวจนเรียกว่าเป็นเกมแนวใหม่อีกแนวที่ถูกเรียกกันว่า MOBA (Multiplayer Online Battle Areana) แท้จริงแล้วต้องว่ากันถึงแผนที่ตัวนึงของ StarCraft ที่มีชื่อว่า Aeon of Strife ที่มีรูปแบบการเล่นที่แตกต่างออกไปไม่เหมือนกับเกมปกติที่เราเล่นๆ กันในสมัยนั้น กล่าวคือตัวเกมแทนที่เราจะต้องสร้างสิ่งก่อสร้าง ปั๊มยูนิตออกมาสู้กันเหมือนเกม RTS ทั่วๆ ไปแต่มาแผนที่ตัวนี้จะผิดแปลกออกไปก็คือเราจะได้บังคับตัวละครแค่ตัวเดียวเท่านั้น ส่วนอื่นๆ เช่นสิ่งก่อสร้างจะเป็นหน้าที่ของ AI ทั้งหมดโดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งเลย หน้าที่ของเราก็คือตีฐานศัตรูอีกฝั่งให้แตกโดยผ่านเส้นทางสามเส้นทาง เมื่อเข้าถึงอีกฝั่งก็จะมีป้อมปืนฝั่งตรงข้ามคอยสกัด unit ที่ทาง AI ฝั่งเรานั้นสร้างออกมาเป็นชุดๆ ในระยะเวลานึง อ่านดูแล้วการเล่นแบบนี้คล้ายๆ เกมประเภท tower defense แต่ก็เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_2906" class="wp-caption aligncenter" style="width: 586px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/08/ss_preview_Aeon_of_Strife_Map.png" rel="lightbox[2904]"><img class="size-full wp-image-2906 " title="ss_preview_Aeon_of_Strife_Map" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/08/ss_preview_Aeon_of_Strife_Map.png" alt="ss preview Aeon of Strife Map จาก DOTA จนถึง Dota 2 จากม็อดเล็กๆ สู่เกมฟอร์มยักษ์" width="576" height="576" /></a><p class="wp-caption-text">Aeon of Strife จุดเริ่มต้นของเกมแนว MOBA</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>จุดเด่นของ <strong>Aeon of Strife</strong> คือการโฟกัสการควบคุมไปอยู่ที่ตัวละครเพียงตัวเดียว ตัดพวกระบบ micro management ออกไปทำให้หน้าที่ของเรานั้นเหลือเพียงแค่การสนับสนุน AI และทำลายฝั่งตรงข้ามให้สิ้นซากเท่านั้น</p>
<p>หลังการวางจำหน่ายของ Warcraft III ในปี 2003 มี modder ผู้หนึ่งชื่อว่า <em>Eul</em> ได้สร้างแผนที่ที่คล้ายกันกับ Aeon of Strife ขึ้นมาและตั้งชื่อว่า <strong>DOTA (Defense of the Ancients)</strong> จุดเด่นของม็อดตัวนี้คือการรองรับผู้เล่นได้ถึง 10 คน และมีการใส่ความเป็น RPG ลงไปในตัวเกมด้วยเช่นแต่ละตัวละครสามารถใช้ความสามารถพิเศษ ซื้ออาวุธ รับประสบการณ์เพิ่ม (เพื่อปลดล็อคความสามารถที่สูงกว่า) แต่หลังจากออกได้ไม่นาน Eul ก็ได้หยุดการพัฒนาและมี modder คนอื่นมาช่วยพัฒนาต่อแทน ซึ่งคนที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คงหนีไม่พ้น Steve Feak หรือที่รู้จักกันดีในนามแฝง <em>Guinsoo</em></p>
<p><em>Guinsoo</em> เริ่มพัฒนา DOTA: Allstars ด้วยการจับความสามารถเด่นๆ ของม็อดตัวอื่นมารวมกันรวมถึงเพิ่มของตัวเองลงไปด้วยเช่นการเพิ่ม monster ที่เป็นกลางเข้าไปในแผนที่ ฮีโร่ใหม่ๆ รวมถึงไอเท็มพิเศษอีกจำนวนมาก หลายชิ้นไม่สามารถหามาได้ด้วยวิธีธรรมดา ต้องใช้การผสมไอเท็มหลายชนิดรวมกันเพื่อให้ได้ไอเท็มประสิทธิภาพสูงมาใช้ นอกจากนี้ <em>Guinsoo</em> ยังร่วมกับ <em>Steve &#8220;Pendragon&#8221; Mescon</em> โดยที่ <em>Pendragon</em> รับหน้าที่ในการสร้างฟอรัมเพื่อเป็นศูนย์รวมผู้เล่นทั่วโลกไว้ด้วยกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ รวมถึงรับ feedback เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงตัวเกมให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น</p>
<p>หลังจากเวลาผ่านไปสองปี <em>Guinsoo</em> ก็ได้ส่งมอบม็อดตัวนี้ให้ modder ผู้หนึ่งรับไปพัฒนาต่อนั่นก็คือ <em>Abdul &#8220;IceFrog&#8221; Ismail</em> เขานั้นรู้ดีว่า StarCraft และ Warcraft นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่ความสมดุลของตัวเกม ดังนั้นเขาจึงปรับแต่งตัวเกมอย่างระมัดระวังเพื่อให้มีความสมดุลมากที่สุด แทนที่จะเพิ่มแผนที่ใหม่ๆ เข้าไปในตัวเกมเหมือนเช่นเกมอื่นๆ เขาทำกันแต่ <em>IceFrog</em> เน้นโฟกัสไปที่แผนที่เดียวและเน้นปรับให้ตัวเกมมีความสมดุลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะเดียวกันเวลาผ่านไปไม่นานก็มีจำนวนสมาชิกในฟอรัมของ <em>Pendragon</em> สูงถึง 1.5  ล้านคน ด้วยจำนวนสมาชิกที่มากขนาดนี้ทำให้ DOTA กลายเป็นม็อดที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจากสังคมผู้เล่น เช่นมีการเทสบอทใหม่ๆ หรือเพิ่มอาร์ตเวิร์คสวยๆ เข้าไปในตัวม็อด นอกจากนี้ยังกลายเป็นเกมที่ผู้แข่งขันเกมนิยมใช้แข่งในทัวร์นาเม้นท์ทั่วโลกอีกด้วย รวมถึงวงดนตรีชื่อดังของสวีเดนก็ยังเอาไปใช้เป็นชื่อเพลง</p>
<p>ในปี 2008 หลังผ่านการปรับเปลี่ยนมาไม่รู้กี่รอบ DOTA กลายเป็นม็อดที่มีความเป็นเฉพาะตัวและประสบความสำเร็จสูงมากในวงกว้างโดยไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากผู้พัฒนาเกม ด้วยเหตุนี้การที่จะผลักดันเกมนี้ให้กลายเป็นธุรกิจดูชัดเจนขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนในปี 2009 เกมที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก DOTA สองเกมได้ถูกกำเนิดขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_2907" class="wp-caption aligncenter" style="width: 568px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/08/Demigod-3-620x.jpg" rel="lightbox[2904]"><img class="size-full wp-image-2907 " title="Demigod 3-620x" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/08/Demigod-3-620x.jpg" alt="Demigod 3 620x จาก DOTA จนถึง Dota 2 จากม็อดเล็กๆ สู่เกมฟอร์มยักษ์" width="558" height="315" /></a><p class="wp-caption-text">Demigod เกมคอนเซปต์คล้ายกัน แต่ปัญหามากมาย</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>เกมแรกคือ <strong>Demigod</strong> จากทีมงาน <em>Gas Powered Games</em> ที่ถือว่ามีชื่อเสียงในวงการเกมไม่น้อย เป็นเกมที่ดูยิ่งใหญ่อลังการแต่สุดท้ายแล้วด้วยปัญหาหลายอย่างเช่นบั๊กของเกมรวมถึงความสมดุลที่ไม่ได้ถูกปรับแต่งมาให้ดี สุดท้ายก็ได้แค่สร้างกระแสแค่ช่วงระยะเวลานึงเท่านั้น ในขณะที่อีกฝั่งนึง <strong>League of Legends (LOL)</strong> เป็นเกมที่ดูเหมือนกับว่าจะเป็นเกมที่สานต่อจิตวิญญาณของ DOTA ออกมาได้อย่างแท้จริง พัฒนาโดยทีมงาน <em>Riot Games</em> ที่ได้อดีตนักพัฒนา DOTA สองคน <em>Guinsoo</em> และ <em>Pendragon</em> เข้ามาร่วมทำงานด้วย ทำให้ตัวเกมนั้นได้จิตวิญญาณของ DOTA ติดมาด้วยมากเลยทีเดียว ที่สำคัญตัวเกมยังให้คุณได้เล่นฟรีโดยพื้นฐานอีกด้วย ทำให้มีผู้ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 15 ล้านคน</p>
<p>Riot Games กระตุ้นให้ผู้เล่นเล่นกันเป็นทีมให้มากขึ้นกว่าเดิมโดยมีการแบ่งประสบการณ์ให้กับผู้ช่วย (assisted player) มีการติวให้กับผู้เล่นใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยผ่านระบบ hint และ tutorial ทีมงาน Riot Games เพิ่มอะไรใหม่ๆ เข้าไปในตัวเกมอยู่เรื่อยๆ เพราะขณะนั้นยังไม่มีคู่แข่งเข้ามาเพิ่มในตลาดจนถึงเมื่อช่วงปีที่แล้วก็มีอีกเกมเข้ามาในตลาดคือ <strong>Heroes of Newerth</strong> ที่ถึงผู้พัฒนา <em>S2 Games</em> จะยินดีกับยอดขายพอสมควร แต่ก็ยังไม่สามารถล้มเกมที่มาก่อนอย่าง LOL ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่าไหร่ เพราะมีคู่แข่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ากำลังก้าวเข้ามาขอส่วนแบ่งเค้กอันโตชิ้นนี้</p>
<p>เดือนตุลาคมปี 2010 <strong>Valve Software</strong> ประกาศเปิดตัว <strong>Dota 2</strong> คู่แข่งสำคัญของ LOL ซึ่งการประกาศเปิดตัวครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นข่าวใหม่อะไร เพราะก่อนหน้านี้ <em>IceFrog</em> ได้เคยบอกในสังคมเกมไว้ก่อนหน้านี้เป็นปีแล้วว่ากำลังพัฒนาเกมร่วมกับ Valve รวมถึงการประกาศจดเครื่องหมายการค้า DOTA เอาไว้หมายความว่า <em>IceFrog</em> กำลังทำเกมที่มีแนวคิดของ DOTA อยู่อย่างแน่นอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_2910" class="wp-caption aligncenter" style="width: 586px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/08/dota2.jpg" rel="lightbox[2904]"><img class="size-full wp-image-2910  " title="dota2" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/08/dota2.jpg" alt="dota2 จาก DOTA จนถึง Dota 2 จากม็อดเล็กๆ สู่เกมฟอร์มยักษ์" width="576" height="361" /></a><p class="wp-caption-text">Dota 2 จาก Valve</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลังจากที่ Valve จดเครื่องหมายการค้าไปแล้ว IceFrog โดนโจมตีอย่างหนักจากสมาชิกในสังคม DOTA เพราะพวกเขารู้สึกว่าการนำชื่อ DOTA ที่ไม่ได้หวังในผลกำไรใดๆ ไปจดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หนึ่งในผู้ที่ออกมาติเตียนก็ทีมงาน Blizzard (เพิ่งจะออกมาทำไมป่านนี้) ด้วยสถานการณ์แบบนี้ทำให้เหล่าสมาชิกต้องไปจดเครื่องหมายการค้าคำว่า &#8220;Defense of the Ancients&#8221; ไว้เช่นกัน</p>
<p>ถึงแม้ว่า <em>IceFrog</em> จะกำลังทำเกมให้กับ Valve อยู่แต่ตัวเขาเองก็ยังปรับแต่งตัวม็อด DOTA เวอร์ชั่นดั้งเดิมอยู่เหมือนเดิม แต่เวลาส่วนใหญ่ของเขาก็แน่นอนว่าต้องไปเน้นให้กับการพัฒนาเกม Dota 2 (สังเกตได้ว่าเขียนไม่เหมือนกันเพราะ Valve โต้แย้งว่าคำนี้ไม่ถือว่าเป็นตัวย่ออีกต่อไปแล้ว) โดยใน Dota 2 บอกฟีเจอร์ไว้สั้นๆ ว่าจะ&#8221;มีบอท ระบบติวเตอร์และระบบการจับคู่ผู้เล่นที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน&#8221;</p>
<p>Blizzard ที่ทำตัวนิ่งเดียวดายอยู่นานปล่อยให้โอกาสเสียไปเปล่าๆ สุดท้ายก็ประกาศเหมือนกันว่ากำลังทำ Blizzard DOTA อยู่เช่นกันโดยใช้เล่นคู่กับ StarCraft 2 เรียกว่างานนี้ตีกันสนุกสนานซึ่ง Blizzard บอกว่าจะมีตัวละครมาจากเกมต่างๆ ของทางค่ายเอง รวมถึงมีการบริหารทรัพยากรอีกต่างหาก</p>
<p>จากการประกาศเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของ Dota 2 + การจัดแข่งขันโดยทีมชั้นนำตั้งแต่เกมยังไม่ออกและมีเงินรางวัลรวมสูงถึง 1.6 ล้านเหรียญ รวมถึงตัวเกมที่มีแนวโน้มสูงมากว่าจะเปิดให้เล่นฟรีเช่นกัน งานนี้ทำให้คู่แข่งที่โดนผลกระทบโดยตรงอย่าง LOL ต้องหวั่นใจกันบ้างไม่มากก็น้อย แต่อย่างไรก็ตามหัวเรือใหญ่ของ Riot Games ยังใจดีสู้เสืออยู่และบอกว่าจะมีการพัฒนาตัวเกมไปในแนวทางใหม่ๆ มากขึ้น รวมถึงยังเอาประโยคเด็ดของ Charles Darwin มาใช้อีกต่างหาก &#8220;เผ่าพันธุ์ที่อยู่รอดได้ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่เป็นผู้ที่ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด&#8221;</p>
<p>การเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Dota 2 ในงาน Gamescom ที่กำลังจัดอยู่ในตอนนี้ถือว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าเกมแนวนี้มีอนาคตที่กำลังสดใสอย่างมาก การมีตัวเลือกเยอะหลายตัวหมายความว่าผู้เล่นอย่างเราๆ ก็มีตัวเลือกมากขึ้น ส่วนใครจะอยู่หรือจะไปอย่างไรก็ต้องรอดูกันยาวๆ ครับ</p>
<p style="text-align: center;"> <iframe src="http://www.youtube.com/embed/-cSFPIwMEq4" frameborder="0" width="560" height="349"></iframe></p>
<p>เรียบเรียงใหม่จาก <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.eurogamer.net/articles/2011-08-16-the-story-of-dota-article">Eurogamer</a></p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2011%2F08%2F18%2Fdota-to-dota-2-the-history-of-dota%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2011/08/18/dota-to-dota-2-the-history-of-dota/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ย่อรูปหลายๆ รูปพร้อมกันด้วย Photoscape</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/12/05/batch-resize-images-using-photoscape/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/12/05/batch-resize-images-using-photoscape/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Dec 2010 16:58:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photography - Other]]></category>
		<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Photoscape]]></category>
		<category><![CDATA[Tutorial]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2783</guid>
		<description><![CDATA[เอาละกว่าจะมีเวลามานั่งเขียนบทความอันนี้ก็เหนื่อยพอตัว ช่วงนี้ติดภารกิจเยอะพอสมควรการจะมานั่งเขียนบทความเนื้อหาเยอะๆ ก็ค่อนข้างใช้เวลาแถมใช้พลังสมองอยู่ไม่น้อย คิดว่าต่อไปบล็อกนี้อาจจะเป็นบล็อกระบายอารมณ์มากขึ้นก็เป็นไปได้แฮะ 555 ต่อไปคิดว่าคงมีการโพสต์บล็อกเล็กๆ ด้วยครับ เอาเป็นว่าเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า คนที่ชอบถ่ายรูปอาจเห็นว่าการย่อรูปจำนวนมากๆ นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการ เพราะไอ้การที่เราจะย่อภาพอัลบั้มที่เราไปเที่ยวมาทั้งหมดเนี่ยใครทำทีละรูปก็ถือว่าว่างจัดมาก โชคดีหน่อยที่ปัจจุบันโปรแกรมที่อนุญาตให้เราทำแบบนี้ได้โดยง่ายนั้นมีเยอะเลยและเจ้า Photoscape นี่ก็ถือว่าเป็นโปรแกรมฟรีที่พกพาอาวุธหนักมาให้เราใช้กันค่อนข้างครบครันเลยเรียกว่าถ้าคุณไม่แต่งรูปถึงขนาดขั้นต้องลบนู่นลบนี่ออกนี่ทำได้สบาย เอาเป็นว่าไปดูกันเลยดีกว่าว่าการย่อรูปจำนวนมากๆ ของโปรแกรมตัวนี้ทำได้ง่ายขนาดไหน สำหรับใครที่ยังไม่มีโปรแกรมสามารถโหลดได้จาก ดาวน์โหลด Photoscape แท็บนี้มีลูกเล่นหลักๆ เลยนั่นก็คือหัวข้อแรกการใส่กรอบรูป (ที่มีคนชอบถามกันมากบนอินเตอร์เน็ต) เลือกได้จากหัวข้อนี้แหละครับซึ่งจำนวนของกรอบที่เลือกได้ก็มีจำนวนค่อนข้างเยอะมิใช่เล่น หากต้องการปรับขยายขนาดก็เพิ่มได้อีกจากแถบเลื่อนด้านล่าง ด้านล่างลงมาก็คือเมนูปรับแต่งการย่อขยายรูปภาพที่เราต้องการ เราสามารถเลือกที่จะย่อรูปโดยอ้างอิงจากทั้งด้านยาวหรือด้านกว้างก็ได้ อยากได้ขนาดเท่าไหร่ก็ใส่เอาได้เลย ส่วนหัวข้อการจำลองปล่อยให้เป็น bicubic เหมือนเดิมครับ แน่นอนว่าการปรับแต่งเหล่านี้จะมีผลต่อทุกภาพที่เราเลือกมา ส่วนด้านล่างก็สามารถใส่กรอบโค้งเพิ่มให้กับภาพก็ยังได้ หน้าจอนี้แบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือการกำหนดจุดที่เราจะเซฟ วิธีที่ผมแนะนำและง่ายที่สุดคือการเลือกหัวข้อแรก ที่โปรแกรมจะสร้างโฟลเดอร์ใหม่ชื่อ output ขึ้นมาในที่เดียวกันกับไฟล์ต้นฉบับนั่นแล ส่วนต่อมาที่น่าสนใจคือการกำหนดชื่อ หากเลือกหัวข้อแรก &#8220;บันทึกโดยใช้ชื่อเดิม&#8221; จะเป็นการบันทึกโดยใช้ชื่อเดียวกับไฟล์ต้นฉบับ ส่วน &#8220;บันทึกโดยใช้ชื่อใหม่&#8221; จะมีลูกเล่นจำนวนมากมายให้เราได้เลือกใช้ ทั้งเอาวันที่ถ่ายรูปนั้นมาเป็นชื่อก็ยังทำได้ และการใช้เลขต่อท้ายชื่อก็ทำได้จากตรงนี้ แนะนำให้ลองปรับและดูตัวอย่างได้จากด้านล่าง รูปแบบไฟล์ภาพ พูดง่ายๆ ก็คือนามสกุลรูปภาพนั่นเองส่วนมากคงไม่ต้องแก้ไขกันครับ คุณภาพไฟล์ก็ไม่ต้องแก้ไขอะไรครับ เพราะส่วนนี้โปรแกรมเลือกมาให้ดีแล้ว เสร็จแล้วก็กด &#8220;บันทึก&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2763" title="photoscape-screen" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/11/photoscape-screen.jpg" alt="photoscape screen ย่อรูปหลายๆ รูปพร้อมกันด้วย Photoscape" width="500" height="369" /></p>
<p>เอาละกว่าจะมีเวลามานั่งเขียนบทความอันนี้ก็เหนื่อยพอตัว ช่วงนี้ติดภารกิจเยอะพอสมควรการจะมานั่งเขียนบทความเนื้อหาเยอะๆ ก็ค่อนข้างใช้เวลาแถมใช้พลังสมองอยู่ไม่น้อย คิดว่าต่อไปบล็อกนี้อาจจะเป็นบล็อกระบายอารมณ์มากขึ้นก็เป็นไปได้แฮะ 555 ต่อไปคิดว่าคงมีการโพสต์บล็อกเล็กๆ ด้วยครับ เอาเป็นว่าเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า</p>
<p>คนที่ชอบถ่ายรูปอาจเห็นว่าการย่อรูปจำนวนมากๆ นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการ เพราะไอ้การที่เราจะย่อภาพอัลบั้มที่เราไปเที่ยวมาทั้งหมดเนี่ยใครทำทีละรูปก็ถือว่าว่างจัดมาก โชคดีหน่อยที่ปัจจุบันโปรแกรมที่อนุญาตให้เราทำแบบนี้ได้โดยง่ายนั้นมีเยอะเลยและเจ้า Photoscape นี่ก็ถือว่าเป็นโปรแกรมฟรีที่พกพาอาวุธหนักมาให้เราใช้กันค่อนข้างครบครันเลยเรียกว่าถ้าคุณไม่แต่งรูปถึงขนาดขั้นต้องลบนู่นลบนี่ออกนี่ทำได้สบาย เอาเป็นว่าไปดูกันเลยดีกว่าว่าการย่อรูปจำนวนมากๆ ของโปรแกรมตัวนี้ทำได้ง่ายขนาดไหน สำหรับใครที่ยังไม่มีโปรแกรมสามารถโหลดได้จาก <a href="http://www.techblog.in.th/2010/11/14/photoscape-free-download/" target="_blank">ดาวน์โหลด Photoscape</a><span id="more-2783"></span></p>
<div id="attachment_2784" class="wp-caption aligncenter" style="width: 614px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-resize-001.jpg" rel="lightbox[2783]"><img class="size-full wp-image-2784" title="photoscape-resize-001" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-resize-001.jpg" alt="photoscape resize 001 ย่อรูปหลายๆ รูปพร้อมกันด้วย Photoscape" width="604" height="445" /></a><p class="wp-caption-text">1. เปิดโปรแกรมปุ๊บเลือกเมนู แก้ไขภาพแบบสุ่ม ก็จะได้ภาพหน้าจอแบบนี้</p></div>
<div id="attachment_2791" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-resize-0021.jpg" rel="lightbox[2783]"><img class="size-full wp-image-2791" title="photoscape-resize-002" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-resize-0021-e1291566234826.jpg" alt="photoscape resize 0021 e1291566234826 ย่อรูปหลายๆ รูปพร้อมกันด้วย Photoscape" width="600" height="442" /></a><p class="wp-caption-text">2. กดปุ่ม เพิ่ม เพื่อเลือกรูปภาพที่ต้องการย่อเข้าสู่โปรแกรม</p></div>
<p style="text-align: center;">
<div id="attachment_2786" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-resize-003.jpg" rel="lightbox[2783]"><img class="size-full wp-image-2786" title="photoscape-resize-003" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-resize-003-e1291565630432.jpg" alt="photoscape resize 003 e1291565630432 ย่อรูปหลายๆ รูปพร้อมกันด้วย Photoscape" width="600" height="375" /></a><p class="wp-caption-text">3. เลือกภาพที่ต้องการเอามาย่อ อันนี้ตัวอย่างผมขอย่อสักสามภาพก็เพียงพอ</p></div>
<div id="attachment_2792" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-resize-0041.jpg" rel="lightbox[2783]"><img class="size-full wp-image-2792" title="photoscape-resize-004" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-resize-0041-e1291566309173.jpg" alt="photoscape resize 0041 e1291566309173 ย่อรูปหลายๆ รูปพร้อมกันด้วย Photoscape" width="600" height="442" /></a><p class="wp-caption-text">4. ส่วนสำคัญคือตรงนี้ครับ เป็นการแก้ไขเบื้องต้นทั้งหมด</p></div>
<p>แท็บนี้มีลูกเล่นหลักๆ เลยนั่นก็คือหัวข้อแรกการใส่กรอบรูป (ที่มีคนชอบถามกันมากบนอินเตอร์เน็ต) เลือกได้จากหัวข้อนี้แหละครับซึ่งจำนวนของกรอบที่เลือกได้ก็มีจำนวนค่อนข้างเยอะมิใช่เล่น หากต้องการปรับขยายขนาดก็เพิ่มได้อีกจากแถบเลื่อนด้านล่าง ด้านล่างลงมาก็คือเมนูปรับแต่งการย่อขยายรูปภาพที่เราต้องการ เราสามารถเลือกที่จะย่อรูปโดยอ้างอิงจากทั้งด้านยาวหรือด้านกว้างก็ได้ อยากได้ขนาดเท่าไหร่ก็ใส่เอาได้เลย ส่วนหัวข้อการจำลองปล่อยให้เป็น bicubic เหมือนเดิมครับ แน่นอนว่าการปรับแต่งเหล่านี้จะมีผลต่อทุกภาพที่เราเลือกมา ส่วนด้านล่างก็สามารถใส่กรอบโค้งเพิ่มให้กับภาพก็ยังได้</p>
<div id="attachment_2794" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-beforesave.jpg" rel="lightbox[2783]"><img class="size-full wp-image-2794" title="photoscape-beforesave" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-beforesave-e1291566736394.jpg" alt="photoscape beforesave e1291566736394 ย่อรูปหลายๆ รูปพร้อมกันด้วย Photoscape" width="600" height="389" /></a><p class="wp-caption-text">5. ปรับแต่งค่าเสร็จหากต้องการเซฟรูปทั้งหมดพร้อมกันก็เลือก &quot;แปลง ทั้งหมด&quot; หากอยากเซฟเพียงรูปปัจจุบันที่แสดงอยู่ก็เลือก &quot;แปลง ภาพปัจจุบัน&quot; ครับ</p></div>
<div id="attachment_2793" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-resize-0071.jpg" rel="lightbox[2783]"><img class="size-full wp-image-2793" title="photoscape-resize-007" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-resize-0071-e1291566490555.jpg" alt="photoscape resize 0071 e1291566490555 ย่อรูปหลายๆ รูปพร้อมกันด้วย Photoscape" width="600" height="669" /></a><p class="wp-caption-text">5. หน้าจอตั้งค่าก่อนเซฟรูป</p></div>
<p>หน้าจอนี้แบ่งเป็นสามส่วน</p>
<ul>
<li>ส่วนแรกคือการกำหนดจุดที่เราจะเซฟ วิธีที่ผมแนะนำและง่ายที่สุดคือการเลือกหัวข้อแรก ที่โปรแกรมจะสร้างโฟลเดอร์ใหม่ชื่อ output ขึ้นมาในที่เดียวกันกับไฟล์ต้นฉบับนั่นแล</li>
<li>ส่วนต่อมาที่น่าสนใจคือการกำหนดชื่อ หากเลือกหัวข้อแรก &#8220;บันทึกโดยใช้ชื่อเดิม&#8221; จะเป็นการบันทึกโดยใช้ชื่อเดียวกับไฟล์ต้นฉบับ ส่วน &#8220;บันทึกโดยใช้ชื่อใหม่&#8221; จะมีลูกเล่นจำนวนมากมายให้เราได้เลือกใช้ ทั้งเอาวันที่ถ่ายรูปนั้นมาเป็นชื่อก็ยังทำได้ และการใช้เลขต่อท้ายชื่อก็ทำได้จากตรงนี้ แนะนำให้ลองปรับและดูตัวอย่างได้จากด้านล่าง</li>
<li>รูปแบบไฟล์ภาพ พูดง่ายๆ ก็คือนามสกุลรูปภาพนั่นเองส่วนมากคงไม่ต้องแก้ไขกันครับ</li>
<li>คุณภาพไฟล์ก็ไม่ต้องแก้ไขอะไรครับ เพราะส่วนนี้โปรแกรมเลือกมาให้ดีแล้ว</li>
</ul>
<p>เสร็จแล้วก็กด &#8220;บันทึก&#8221; ได้เลย หากรูปเยอะก็อาจต้องใช้เวลาในการแปลงสักนิดนึงครับ</p>
<div id="attachment_2795" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-complete.jpg" rel="lightbox[2783]"><img class="size-full wp-image-2795" title="photoscape-complete" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/12/photoscape-complete-e1291567646570.jpg" alt="photoscape complete e1291567646570 ย่อรูปหลายๆ รูปพร้อมกันด้วย Photoscape" width="600" height="359" /></a><p class="wp-caption-text">เสร็จสมบูรณ์</p></div>
<p>รูปที่แปลงเสร็จแล้วจะอยู่ในโฟลเดอร์ที่เราตั้งไว้ครับ</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F12%2F05%2Fbatch-resize-images-using-photoscape%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/12/05/batch-resize-images-using-photoscape/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อ Valve ลงมาเล่นตลาดแนว MOBA ผ่าน Dota 2</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/10/15/how-dota2-will-impact-moba-genre/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/10/15/how-dota2-will-impact-moba-genre/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Oct 2010 07:02:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Gaming]]></category>
		<category><![CDATA[Analysis]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Dota 2]]></category>
		<category><![CDATA[Valve]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2751</guid>
		<description><![CDATA[เอาเป็นว่าเกมลึกลับของ Valve ที่หลายคนเดากันอยู่นั่นก็คือ Dota 2 นั่นเองซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลที่มีมาก่อนหน้านี้เช่นการที่ Ice Frog เข้าไปร่วมงานกับ Valve ในการสร้างโปรเจคเกมตัวใหม่ สำหรับมุมมองผมเองแล้วถือว่าเรื่องนี้น่าสนใจเพราะเกมแนวนี้ในตลาดเกมแล้วถือว่ายังไม่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้างเหมือนแนวอื่นๆ ทั้งๆ ที่ก็มีผู้เล่นมากพอสมควร การกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดนี้ของ Valve นับว่าเป็นความหวังของแฟนๆ เกมแนวนี้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเป็นทีมงานที่มีโปรไฟล์สูงและมีกำลังภายในที่ล้นเหลือมากมายในการที่จะทำให้เกมแนวนี้ได้รับความนิยมในตลาด Dota 2 ขณะนี้ยังไม่มีระบบอะไรเปิดเผยออกมามากนัก โดยข้อมูลต่างๆ จะเปิดเผยในนิตยสาร Game Informer แต่ข้อมูลคร่าวๆ คือระบบ matchmaking ที่ใช้บน Steam แน่นอนว่าจะมีการนำมาใช้ด้วยแน่นอน และมีระบบ coaching system ที่สามารถให้ผู้เล่นที่มีประสบการณ์สามารถล็อกอินเพื่อเป็น &#8220;โค้ช&#8221; แนะนำแก่ผู้เล่นมือใหม่ได้ ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เนื่องจากเกมแนว MOBA (Multiplayer Online Battle Arena) เป็นเกมที่ผู้เล่นใหม่ๆ เข้าถึงได้ค่อนข้างยากฉะนั้นภารกิจใหญ่ของทีมพัฒนาคือการทำให้ผู้เล่นเก่ายังคงพอใจกับระบบเกม รวมถึงสามารถทำให้ผู้เล่นใหม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในตัวเกมได้ง่ายขึ้น สำหรับเสียงจากเหล่าผู้พัฒนาเกมแนวนี้ (ซึ่งส่วนมากก็จะมีต้นแบบมาจาก Dota ด้วยกันทั้งสิ้น) ก็ต่างออกมาขานรับในทิศทางที่ดีทั้งสิ้นเช่นทีมงานของ S2 Games ซึ่งเป็นผู้พัฒนา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2753" title="dota2" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/10/dota2.jpg" alt="dota2 เมื่อ Valve ลงมาเล่นตลาดแนว MOBA ผ่าน Dota 2" width="530" height="159" /></p>
<p>เอาเป็นว่าเกมลึกลับของ Valve ที่หลายคนเดากันอยู่นั่นก็คือ Dota 2 นั่นเองซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลที่มีมาก่อนหน้านี้เช่นการที่ Ice Frog เข้าไปร่วมงานกับ Valve ในการสร้างโปรเจคเกมตัวใหม่ สำหรับมุมมองผมเองแล้วถือว่าเรื่องนี้น่าสนใจเพราะเกมแนวนี้ในตลาดเกมแล้วถือว่ายังไม่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้างเหมือนแนวอื่นๆ ทั้งๆ ที่ก็มีผู้เล่นมากพอสมควร การกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดนี้ของ Valve นับว่าเป็นความหวังของแฟนๆ เกมแนวนี้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเป็นทีมงานที่มีโปรไฟล์สูงและมีกำลังภายในที่ล้นเหลือมากมายในการที่จะทำให้เกมแนวนี้ได้รับความนิยมในตลาด<span id="more-2751"></span></p>
<p>Dota 2 ขณะนี้ยังไม่มีระบบอะไรเปิดเผยออกมามากนัก โดยข้อมูลต่างๆ จะเปิดเผยในนิตยสาร Game Informer แต่ข้อมูลคร่าวๆ คือระบบ matchmaking ที่ใช้บน Steam แน่นอนว่าจะมีการนำมาใช้ด้วยแน่นอน และมีระบบ coaching system ที่สามารถให้ผู้เล่นที่มีประสบการณ์สามารถล็อกอินเพื่อเป็น &#8220;โค้ช&#8221; แนะนำแก่ผู้เล่นมือใหม่ได้ ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เนื่องจากเกมแนว MOBA (Multiplayer Online Battle Arena) เป็นเกมที่ผู้เล่นใหม่ๆ เข้าถึงได้ค่อนข้างยากฉะนั้นภารกิจใหญ่ของทีมพัฒนาคือการทำให้ผู้เล่นเก่ายังคงพอใจกับระบบเกม รวมถึงสามารถทำให้ผู้เล่นใหม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในตัวเกมได้ง่ายขึ้น</p>
<p>สำหรับเสียงจากเหล่าผู้พัฒนาเกมแนวนี้ (ซึ่งส่วนมากก็จะมีต้นแบบมาจาก Dota ด้วยกันทั้งสิ้น) ก็ต่างออกมาขานรับในทิศทางที่ดีทั้งสิ้นเช่นทีมงานของ S2 Games ซึ่งเป็นผู้พัฒนา <em>HON (Heroes of Newerth)</em> กล่าวว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับ Valve ที่กระโดดลงมาเล่นในตลาดที่ปัจจุบันยังไม่ค่อยมีคนรู้จักกันและน่าจะทำให้ผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาเล่นได้ง่ายกว่าเดิม นอกจากนี้ Chris Taylor ซึ่งเป็น CEO ของ Gas Powered Games ผู้พัฒนาเกมที่หลายคนอาจเคยลองเล่นกันมาบ้างคือ Demigod ก็กล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน สำหรับตลาดนี้และก็จะทำให้ Demigod ภาคต่อนั้นได้รับแรกผลักดันมากกว่าเดิมด้วย</p>
<p>เอาเป็นว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่น่าสนใจก็คือ Valve จะทำเกมแนวนี้ให้ออกมาในทิศทางอย่างไรในอีกไม่ช้าเราก็คงจะได้รู้กันแน่นอน แต่งานนี้ผมคงบอกจากความคิดของผมได้ว่าคงไม่ธรรมดาแน่นอน วันนี้จบบทความกันแบบห้วนๆ แบบนี้แหละครับ (พอดีไม่ค่อยจะสบายเท่าไหร่) สวัสดีครับ</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F10%2F15%2Fhow-dota2-will-impact-moba-genre%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/10/15/how-dota2-will-impact-moba-genre/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คีย์ลัดของ Windows 7 ที่น่าสนใจ</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/10/02/recommended-windows-7-shortcut-key/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/10/02/recommended-windows-7-shortcut-key/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Oct 2010 13:31:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Shortcut Key]]></category>
		<category><![CDATA[Windows 7]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2743</guid>
		<description><![CDATA[การใช้คอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเพื่อทำงานหรือเพื่อความบันเทิงก็แล้วแต่ ตัวผมเองคิดว่าผู้คนส่วนมากมักจะใช้เมาส์ในการทำงานเป็นหลัก ส่วนคีย์บอร์ดนั้นเอาไว้เมื่อต้องการพิมพ์เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วหากเราต้องทำการงานให้สะดวกรวดเร็วนั้นการใช้คีย์บอร์ดช่วยในการทำงานนั้นดูจะเข้าท่ามากที่สุด เนื่องจากเราสามารถร่นระยะการเลื่อนเมาส์ลงไปได้มากและทำงานได้รวดเร็วอีกด้วย สำหรับวันนี้ผมจะมานำเสนอคีย์ลัดของ Windows 7 ที่น่าสนใจซึ่งหากเราสามารถนำคำสั่งเหล่านี้มาใช้ได้อย่างสะดวกแล้วจะช่วยให้เราทำงานได้รวดเร็วขึ้นแน่นอนครับ คีย์ลัดที่น่าสนใจสำหรับ Windows 7 Aero Aero ถือว่าเป็นการนำความสามารถในการจัดการหน้าต่างและเดสก์ทอปมาใช้กับกราฟิกการ์ดได้อย่างน่าดูชม แน่นอนว่าลูกเล่นส่วนมากเราจะต้องเรียกใช้กับคีย์บอร์ดซึ่งคีย์ลัดของ Aero ก็ตามนี้เลย 1. Windows + Space หน้าต่างทั้งหมดที่เปิดไว้จะใสทั้งหมดทำให้เรามองเห็น desktop ได้ง่ายยิ่งขึ้น 2. Windows + D โชว์เดสก์ทอป (เหมือนเรากดปุ่ม show desktop) 3. Windows + Home ใช้ Aero shake ที่จะทำให้หน้าต่างที่เหลือถูกย่อไปทั้งหมดยกเว้นหน้าต่างที่เราใช้งาน (หากใช้เมาส์ก็สามารถทำได้โดยการคลิกเขย่าหน้าต่างนั่นเอง) 4. Windows + ปุ่มซ้ายหรือขวา ย้ายหน้าต่างไปติดด้านขวา ซ้าย หรือตรงกลาง 5. Windows + ขึ้นหรือลง ย่อ/ขยายหน้าต่างที่เปิดอยู่ 6. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2747" title="windows-7-logo" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/10/windows-7-logo.jpg" alt="windows 7 logo คีย์ลัดของ Windows 7 ที่น่าสนใจ" width="600" height="355" /></p>
<p>การใช้คอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเพื่อทำงานหรือเพื่อความบันเทิงก็แล้วแต่ ตัวผมเองคิดว่าผู้คนส่วนมากมักจะใช้เมาส์ในการทำงานเป็นหลัก ส่วนคีย์บอร์ดนั้นเอาไว้เมื่อต้องการพิมพ์เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วหากเราต้องทำการงานให้สะดวกรวดเร็วนั้นการใช้คีย์บอร์ดช่วยในการทำงานนั้นดูจะเข้าท่ามากที่สุด เนื่องจากเราสามารถร่นระยะการเลื่อนเมาส์ลงไปได้มากและทำงานได้รวดเร็วอีกด้วย สำหรับวันนี้ผมจะมานำเสนอคีย์ลัดของ Windows 7 ที่น่าสนใจซึ่งหากเราสามารถนำคำสั่งเหล่านี้มาใช้ได้อย่างสะดวกแล้วจะช่วยให้เราทำงานได้รวดเร็วขึ้นแน่นอนครับ</p>
<p><span id="more-2743"></span></p>
<p>คีย์ลัดที่น่าสนใจสำหรับ Windows 7</p>
<h2>Aero</h2>
<p>Aero ถือว่าเป็นการนำความสามารถในการจัดการหน้าต่างและเดสก์ทอปมาใช้กับกราฟิกการ์ดได้อย่างน่าดูชม แน่นอนว่าลูกเล่นส่วนมากเราจะต้องเรียกใช้กับคีย์บอร์ดซึ่งคีย์ลัดของ Aero ก็ตามนี้เลย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2744" title="windows-7-001" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/10/windows-7-001.jpg" alt="windows 7 001 คีย์ลัดของ Windows 7 ที่น่าสนใจ" width="600" height="450" /></p>
<p><strong>1. Windows + Space</strong></p>
<p>หน้าต่างทั้งหมดที่เปิดไว้จะใสทั้งหมดทำให้เรามองเห็น desktop ได้ง่ายยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>2. Windows + D</strong></p>
<p>โชว์เดสก์ทอป (เหมือนเรากดปุ่ม show desktop)</p>
<p><strong>3. Windows + Home</strong></p>
<p>ใช้ Aero shake ที่จะทำให้หน้าต่างที่เหลือถูกย่อไปทั้งหมดยกเว้นหน้าต่างที่เราใช้งาน (หากใช้เมาส์ก็สามารถทำได้โดยการคลิกเขย่าหน้าต่างนั่นเอง)</p>
<p><strong>4. Windows + ปุ่มซ้ายหรือขวา</strong></p>
<p>ย้ายหน้าต่างไปติดด้านขวา ซ้าย หรือตรงกลาง</p>
<p><strong>5. Windows + ขึ้นหรือลง</strong></p>
<p>ย่อ/ขยายหน้าต่างที่เปิดอยู่</p>
<p><strong>6. Windows + Shift + ปุ่มทิศทาง</strong></p>
<p>ขยายหรือลดหน้าต่างในแนวตั้ง</p>
<p><strong>7. Windows + Tab</strong></p>
<p>ใช้ Aero flip</p>
<h2>Desktop</h2>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2745" title="windows-7-002" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/10/windows-7-002.jpg" alt="windows 7 002 คีย์ลัดของ Windows 7 ที่น่าสนใจ" width="600" height="375" /></p>
<p><strong>1. Alt + Ctrl + Tab + ปุ่มทิศทาง</strong></p>
<p>พลิกหน้าจอทั้งหมด</p>
<p><strong>2. Alt + Tab</strong></p>
<p>ปุ่มสามัญประจำบ้าน ย่อ/ขยายหน้าต่างนั่นเอง</p>
<p><strong>3. Windows + T หรือ Windows + Shift + T</strong></p>
<p>โฟกัสไปที่รายชื่อหน้าต่างด้านล่าง โดยทั้งสองปุ่มนี้จะเลื่อนไปขวาและซ้ายตามลำดับ</p>
<p><strong>4. Windows + B</strong></p>
<p>โฟกัสไปที่ปุ่ม Show hidden icons</p>
<p><strong>5. Windows + เลข 1-9</strong></p>
<p>ปุ่มนี้เป็นอีกตัวที่น่าจดจำ เพราะแทนที่เราจะใช้ alt+tab เลื่อนหาหน้าต่างไปเรื่อยๆ เราก็ใช้ปุ่มนี้เรียกหน้าต่างขึ้นมาได้เลย</p>
<p><strong>6. Windows + Shift + เลข 1-9</strong></p>
<p>เอาไว้เปิดโปรแกรมที่อยู่ในทาสก์บาร์ด้านล่างโดยจะเป็นการเปิดหน้าต่างขึ้นมาใหม่</p>
<p><strong>7. Windows + Ctrl + เลข 1-9</strong></p>
<p>เลือกหน้าต่างที่เปิดไว้ด้านล่าง ในกรณีที่เราเปิดซ้อนไว้หลายอันก็สามารถเลือกได้ด้วยโดยผ่านคำสั่งนี้</p>
<p><strong>8. Windows + Alt + เลข 1-9</strong></p>
<p>เปิด Jumplist ของหน้าต่างที่กำหนดไว้ด้านล่าง</p>
<h2>ปุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ</h2>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2746" title="windows-7-003" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/10/windows-7-003.jpg" alt="windows 7 003 คีย์ลัดของ Windows 7 ที่น่าสนใจ" width="600" height="375" /></p>
<p><strong>1. Windows + &#8211; หรือ +x</strong></p>
<p>ซูมเข้าหรือซูมออกหน้าจอโดยใช้โปรแกรมแว่นขยาย</p>
<p><strong>2. Windows + X</strong></p>
<p>เปิด Windows Mobility Center เหมาะกับการใช้เครื่องโน๊ตบุ๊คนอกสถานที่เป็นอย่างยิ่งเลย</p>
<p>หวังว่าปุ่มที่กล่าวมาข้างต้นคงจะทำให้เราสามารถใช้งานได้คล่องขึ้นนะครับ ผมสามารถบอกได้ว่าคุณจะทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิมแน่นอนหากใช้ปุ่มด้านบนเหล่านั้นได้คล่องทั้งหมด ลองเอาไปฝึกใช้กันดูครับ</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F10%2F02%2Frecommended-windows-7-shortcut-key%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/10/02/recommended-windows-7-shortcut-key/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/09/22/factor-quality-of-adsl-internet-connection/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/09/22/factor-quality-of-adsl-internet-connection/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Sep 2010 16:30:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Internet]]></category>
		<category><![CDATA[ADSL]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Line Attenuation]]></category>
		<category><![CDATA[SNR]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2715</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันผมคิดว่าท่านๆ ที่เข้ามาอ่านในเว็บแห่งนี้น่าจะใช้อินเตอร์เน็ตแบบ ADSL เสียเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาที่มีมาทุกยุคทุกสมัยในการต่ออินเตอร์เน็ตคือคุณภาพในการใช้งาน ทั้งความเร็วที่อาจไม่ได้เร็วตามที่สมัครไว้ หรือปัญหาหลุดบ่อย สัญญาณหายเป็นต้น บทความนี้ผมอยากจะเอาเรื่องปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ ADSL ที่มีผลต่อคุณภาพในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมาอธิบายให้ทราบกันตามภาษาของผมเอง บางอย่างก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ได้กับการเชื่อมต่อทุกรูปแบบ (mobile internet, satellite) คุณภาพในการเชื่อมต่อหลักๆ ที่เรามักนึกถึงกันเป็นอันดับแรกเลยคือสื่อที่เรานำมาใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งสิ่งที่ใช้ในการเชื่อมต่อของ ADSL นั่นก็คือสายทองแดงของโทรศัพท์นั่นเอง โดยระบบโทรศัพท์นั้นได้ใช้สายทองแดงมาเป็นระยะเวลานานแล้วตั้งแต่เมื่อเริ่มใช้ครั้งแรกโดยเทคโนโลยี ADSL คือการนำสายสัญญาณโทรศัพท์มาแบ่งเป็นช่วงสัญญาณที่มีช่วงเท่าๆ กันและใช้ช่องสัญญาณเหล่านั้นในการส่งหรือรับข้อมูล (ตรงนี้ผมไม่อยากอธิบายมากมายเพราะมีรายละเอียดที่ไม่ได้เกี่ยวกับบทความนี้เท่าไหร่นัก) แน่นอนว่าหากมีสัญญาณรบกวนเข้ามาในช่องสัญญาณเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นในช่วงความถี่ใดก็ตามทำให้คุณภาพในการเชื่อมต่อลดลงเนื่องจากต้องมีการสลับช่องสัญญาณเพื่อไปใช้ช่องอื่นๆ แทน ค่าที่เราควรดูไว้สำหรับการเชื่อมต่อนั้นก็คือ (สามารถดูได้จากหน้าข้อมูลของ ADSL Router ในแต่ละรุ่น) SNR (Signal-to-Noise Ratio) ดูจากตัวย่อก็เดากันได้ไม่ยากว่าเป็นอัตราส่วนระหว่างสัญญาณที่ดีและสัญญาณที่เลว (ผมตั้งเองแหละ :p) โดยผลที่ได้ออกมาให้เราเห็นกันนั่นก็คือ สัญญาณดีนำมาหักลบกับสัญญาณเลว น่าเหล่านี้ควรจะมีมากๆ ไว้ดีที่สุด หมายความว่าการเชื่อมต่อของคุณจะไม่ค่อยเจอปัญหาข้อมูลเสียจนต้องดรอปทิ้ง ซึ่งเป็นปัญหาของการสะดุดหัวทิ่มของอินเตอร์เน็ต สำหรับค่าที่แนะนำคือ 30 ขึ้นไปโดยสามารถเทียบได้จากข้อมูลด้านล่างนี้ 6bB. หรือต่ำกว่า -&#62; ปัญหาหลุดบ่อยหรือบางครั้งไม่มีสัญญาณ 7dB-10dB. -&#62; ใช้ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2719" title="d-link-adsl-router" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/09/d-link-adsl-router.jpg" alt="d link adsl router ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต" width="600" height="285" /></p>
<p>ปัจจุบันผมคิดว่าท่านๆ ที่เข้ามาอ่านในเว็บแห่งนี้น่าจะใช้อินเตอร์เน็ตแบบ ADSL เสียเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาที่มีมาทุกยุคทุกสมัยในการต่ออินเตอร์เน็ตคือคุณภาพในการใช้งาน ทั้งความเร็วที่อาจไม่ได้เร็วตามที่สมัครไว้ หรือปัญหาหลุดบ่อย สัญญาณหายเป็นต้น บทความนี้ผมอยากจะเอาเรื่องปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ ADSL ที่มีผลต่อคุณภาพในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมาอธิบายให้ทราบกันตามภาษาของผมเอง บางอย่างก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ได้กับการเชื่อมต่อทุกรูปแบบ (mobile internet, satellite)<span id="more-2715"></span></p>
<p>คุณภาพในการเชื่อมต่อหลักๆ ที่เรามักนึกถึงกันเป็นอันดับแรกเลยคือสื่อที่เรานำมาใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งสิ่งที่ใช้ในการเชื่อมต่อของ ADSL นั่นก็คือสายทองแดงของโทรศัพท์นั่นเอง โดยระบบโทรศัพท์นั้นได้ใช้สายทองแดงมาเป็นระยะเวลานานแล้วตั้งแต่เมื่อเริ่มใช้ครั้งแรกโดยเทคโนโลยี ADSL คือการนำสายสัญญาณโทรศัพท์มาแบ่งเป็นช่วงสัญญาณที่มีช่วงเท่าๆ กันและใช้ช่องสัญญาณเหล่านั้นในการส่งหรือรับข้อมูล (ตรงนี้ผมไม่อยากอธิบายมากมายเพราะมีรายละเอียดที่ไม่ได้เกี่ยวกับบทความนี้เท่าไหร่นัก) แน่นอนว่าหากมีสัญญาณรบกวนเข้ามาในช่องสัญญาณเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นในช่วงความถี่ใดก็ตามทำให้คุณภาพในการเชื่อมต่อลดลงเนื่องจากต้องมีการสลับช่องสัญญาณเพื่อไปใช้ช่องอื่นๆ แทน</p>
<p>ค่าที่เราควรดูไว้สำหรับการเชื่อมต่อนั้นก็คือ (สามารถดูได้จากหน้าข้อมูลของ ADSL Router ในแต่ละรุ่น)</p>
<p><strong>SNR (Signal-to-Noise Ratio) </strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2720" title="noise" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/09/noise.jpg" alt="noise ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต" width="600" height="323" /><br />
ดูจากตัวย่อก็เดากันได้ไม่ยากว่าเป็นอัตราส่วนระหว่างสัญญาณที่ดีและสัญญาณที่เลว (ผมตั้งเองแหละ :p) โดยผลที่ได้ออกมาให้เราเห็นกันนั่นก็คือ สัญญาณดีนำมาหักลบกับสัญญาณเลว น่าเหล่านี้ควรจะมีมากๆ ไว้ดีที่สุด หมายความว่าการเชื่อมต่อของคุณจะไม่ค่อยเจอปัญหาข้อมูลเสียจนต้องดรอปทิ้ง ซึ่งเป็นปัญหาของการสะดุดหัวทิ่มของอินเตอร์เน็ต สำหรับค่าที่แนะนำคือ 30 ขึ้นไปโดยสามารถเทียบได้จากข้อมูลด้านล่างนี้</p>
<ul>
<li>6bB. หรือต่ำกว่า -&gt; ปัญหาหลุดบ่อยหรือบางครั้งไม่มีสัญญาณ</li>
<li>7dB-10dB. -&gt; ใช้ได้ แต่อาจมีปัญหาหลุดเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง</li>
<li>11dB-20dB. -&gt; ถือว่าดี ไม่ค่อยมีปัญหาหลุด</li>
<li>20dB-28dB. -&gt; เยี่ยม</li>
<li>29dB. หรือสูงกว่า -&gt; สุดยอด</li>
</ul>
<p>Router บางตัวไม่เอาข้อมูลเหล่านี้มาแสดงให้เห็นโดยตรง โดยอาจแสดงเป็นค่า SNR Margin ซึ่งก็สามารถใช้เทียบเคียงกับด้านบนได้เหมือนกันครับ ถึงจะไม่ใช่ค่าจริงๆ ก็ตาม</p>
<p><strong>Line attenuation</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2721" title="phone" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/09/phone.jpg" alt="phone ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต" width="500" height="375" /><br />
ค่านี้เป็นค่าที่เกี่ยวกับความยาวของสายสัญญาณที่ลากมาจากตู้ที่ติดตั้งอุปกรณ์แยกสัญญาณ ซึ่งยิ่งน้อยก็คือยิ่งดี (กลับกันกับ SNR นะครับ) ซึ่งสื่ออย่างสายทองแดงก็มีความต้านทานภายในอยู่เช่นกัน ปกติแล้วความยาวสูงสุดที่ผู้ให้บริการจะอนุญาติให้ใช้บริการ ADSL ได้นั่นก็คือประมาณ 5 กิโลเมตร (แต่ก็แล้วแต่ผู้ให้บริการซึ่งบางทีค่าตรงนี้ก็อาจลดลงได้) นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสภาพอากาศที่ทำให้ค่าตรงนี้ลดลงได้เช่นทองแดงมีการขยายตัวเมื่อโดนความร้อน ค่านี้เป็นค่านึงที่สำคัญในการเลือกความเร็วที่เราจะสามารถใช้ได้ และเป็นเหตุผลนึงที่ว่าทำไมคุณภาพของ ADSL จึงขึ้นอยู่กับระยะทางจากตู้แยกสัญญาณ งานนี้ใครอยู่ใกล้ๆ ค่านี้ก็จะน้อยและสามารถเลือกใช้ความเร็วได้สูงกว่านั่นเอง สำหรับตารางความสัมพันธ์ของค่านี้กับระยะทางและความเร็วสูงสุด (ในทางทฤษฏี) ก็มีดังนี้ครับ</p>
<div id="attachment_2717" class="wp-caption aligncenter" style="width: 560px"><img class="size-full wp-image-2717" title="ADSL-Attenuation-Graph" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/09/ADSL-Attenuation-Graph.jpg" alt="ADSL Attenuation Graph ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต" width="550" height="417" /><p class="wp-caption-text">กราฟแสดงความสัมพันธ์ของความเร็วสูงสุดต่อค่า line attenuation</p></div>
<p>นอกจากนี้ยังมีค่าอื่นๆ อีกมากมายที่มีแฝงอยู่เบื้องหลังค่าสองตัวนี้แต่จริงๆ สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปก็ไม่ได้สำคัญมากมายนัก ดูเพียงค่าสองตัวนี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วละครับ สำหรับวิธีการทำให้ค่าเหล่านี้ดีขึ้นมีหลายวิธี อย่างแรกเลยคือการเช็คจุดต่อสัญญาณภายในบ้านว่า</p>
<ul>
<li> ทำการต่อไว้ถูกต้องหรือไม่</li>
<li>มีการลากผ่านสายไฟบ้างหรือเปล่า ถึงสายเหล่านี้จะเป็นสายคู่ตีเกลียวเพื่อลดสัญญาณรบกวนอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะมีผลบ้างเช่นกันตามคุณภาพสายโทรศัพท์</li>
<li>สายที่ใช้เก่าแล้วหรือยัง</li>
</ul>
<p>นอกจากนี้คือเราต้องเช็คกับทางผู้ให้บริการอีกทางหนึ่งเพื่อทำการเปลี่ยนสายโทรศัพท์ภายนอก ในกรณีที่สายนั้นใช้มานานแล้วครับก็อาจจะได้คุณภาพสายสัญญาณที่ดีขึ้น ในกรณีที่หากเราใช้ความเร็วสูงๆ แล้วเจอปัญหาหลุดบ่อยๆ หรือสัญญาณขาดๆ หายๆ ก็อาจต้องแจ้งให้ผู้บริการนั้นลดความเร็วสูงสุดลงเพื่อลดโอกาสการเกิดสัญญาณรบกวนลง</p>
<p>หวังว่าบทความนี้คงให้ความรู้กันบ้างไม่มากก็น้อย ใครมีความคิดเห็นอย่างไรหรือสงสัยตรงจุดก็สามารถ comment ได้ด้านล่างครับผม</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F09%2F22%2Ffactor-quality-of-adsl-internet-connection%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/09/22/factor-quality-of-adsl-internet-connection/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/07/11/five-best-free-download-manager/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/07/11/five-best-free-download-manager/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Jul 2010 04:39:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Download Manager]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2552</guid>
		<description><![CDATA[โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด เป็นโปรแกรมที่ปัจจุบันอาจดูไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่สำหรับหลายคนในปัจจุบัน (เพราะคุณภาพอินเตอร์เน็ตนั้นดีขึ้นกว่าเดิมมาก) แต่ถึงตอนนี้ยังไงก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และเป็นโปรแกรมสามัญประจำเครื่องที่ทุกคนควรมี โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดนั้นจะใช้หลักการทำงานแบบหลักๆ คือการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ มาเก็บไว้บนคอมโดยใช้หลักการแยกเป็นส่วนๆ ข้อดีคือสามารถแบ่งจำนวนการเชื่อมต่อให้ดาวน์โหลดแบบขนานคู่กันไปหลายๆ ส่วนทำให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก และฟีเจอร์ที่สำคัญมากอีกอย่างคือการกลับมาดาวน์โหลดต่อได้นั่นเอง โดยโปรแกรมพวกนี้จะมีทั้งแบบเสียเงินและแบบใช้งานได้ฟรี โปรแกรมเสียเงินส่วนมากก็ทราบกันอยู่ว่ามีหลายตัวที่ประสิทธิภาพสูงๆ เช่น Internet Download Manager (IDM) ยอดนิยมของคนไทย (ที่แคร็กกันกระจุยกระจาย), Download Accelerator Plus, Mass Downloader (ตัวนี้ผมชอบที่สุด) สำหรับบทความนี้ผมจะมาแนะนำของฟรีไม่ผิดลิขสิทธิ์แทน ลองไปดูกันเลยดีกว่า 1. Flashget ไม่ต้องสงสัยอะไรเลยเกี่ยวกับโปรแกรมตัวนี้ Flashget เป็นโปรแกรมที่ประสิทธิภาพสูงตัวนึงและมีประวัติที่ยาวนานนับสิบปี นับตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกที่ใช้ชื่อว่า Jetcar เป็นโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ทำให้ชีวิตการใช้อินเตอร์เน็ตแบบ 56K ของเราในสมัยนั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากและเป็นโปรแกรมที่ทำให้ดาวน์โหลดไวขึ้นถึงสิบเท่าเพราะการแยกส่วนเป็นโปรแกรมแรกๆ ถึงปัจจุบันจะดูเนิบนาบแต่ก็เป็นโปรแกรมที่ผมยังใช้ติดเครื่องอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญมันใช้งานได้ฟรี โปรแกรมตัวนี้ฟีเจอร์อาจดูไม่โดดเด่นมาก แต่สำหรับผมการใช้มันควบคู่กับ Flashgot บน Firefox แค่นี้ก็เพียงพอและทำได้แทบทุกอย่างแล้วครับ 2. DownThemAll! อันนี้อาจจะมีข้อจำกัดไปนิดนึงเพราะว่ามันเป็น Firefox Extension แต่ก็เป็นโปรแกรมตัวนึงที่ใช้งานได้ง่ายมากและติดมากับตัว Firefox เลย เหมาะกับการดาวน์โหลดแบบไม่ซีเรียสมากมายเนื่องจากมันผูกกับโปรเซสของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2558" title="fivebestdownloadmanager-banner" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/fivebestdownloadmanager-banner.jpg" alt="fivebestdownloadmanager banner 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="600" height="350" /></p>
<p><strong>โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด</strong> เป็นโปรแกรมที่ปัจจุบันอาจดูไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่สำหรับหลายคนในปัจจุบัน (เพราะคุณภาพอินเตอร์เน็ตนั้นดีขึ้นกว่าเดิมมาก) แต่ถึงตอนนี้ยังไงก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และเป็นโปรแกรมสามัญประจำเครื่องที่ทุกคนควรมี<span id="more-2552"></span></p>
<p>โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดนั้นจะใช้หลักการทำงานแบบหลักๆ คือการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ มาเก็บไว้บนคอมโดยใช้หลักการแยกเป็นส่วนๆ ข้อดีคือสามารถแบ่งจำนวนการเชื่อมต่อให้ดาวน์โหลดแบบขนานคู่กันไปหลายๆ ส่วนทำให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก และฟีเจอร์ที่สำคัญมากอีกอย่างคือการกลับมาดาวน์โหลดต่อได้นั่นเอง โดยโปรแกรมพวกนี้จะมีทั้งแบบเสียเงินและแบบใช้งานได้ฟรี โปรแกรมเสียเงินส่วนมากก็ทราบกันอยู่ว่ามีหลายตัวที่ประสิทธิภาพสูงๆ เช่น Internet Download Manager (IDM) ยอดนิยมของคนไทย (ที่แคร็กกันกระจุยกระจาย), Download Accelerator Plus, Mass Downloader (ตัวนี้ผมชอบที่สุด) สำหรับบทความนี้ผมจะมาแนะนำของฟรีไม่ผิดลิขสิทธิ์แทน ลองไปดูกันเลยดีกว่า</p>
<div style="overflow: auto; margin-bottom: 15px;"><img class="alignleft size-full wp-image-2553" title="flashget" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/flashget.jpg" alt="flashget 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="300" height="204"  style="margin-right:10px;" />1. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.flashget.com/index_en.htm" target="_blank">Flashget</a> ไม่ต้องสงสัยอะไรเลยเกี่ยวกับโปรแกรมตัวนี้ Flashget เป็นโปรแกรมที่ประสิทธิภาพสูงตัวนึงและมีประวัติที่ยาวนานนับสิบปี นับตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกที่ใช้ชื่อว่า Jetcar เป็นโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ทำให้ชีวิตการใช้อินเตอร์เน็ตแบบ 56K ของเราในสมัยนั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากและเป็นโปรแกรมที่ทำให้ดาวน์โหลดไวขึ้นถึงสิบเท่าเพราะการแยกส่วนเป็นโปรแกรมแรกๆ ถึงปัจจุบันจะดูเนิบนาบแต่ก็เป็นโปรแกรมที่ผมยังใช้ติดเครื่องอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญมันใช้งานได้ฟรี</p>
<p>โปรแกรมตัวนี้ฟีเจอร์อาจดูไม่โดดเด่นมาก แต่สำหรับผมการใช้มันควบคู่กับ Flashgot บน Firefox แค่นี้ก็เพียงพอและทำได้แทบทุกอย่างแล้วครับ</p>
</div>
<div style="overflow: auto; margin-bottom: 15px;"><img class="alignleft size-medium wp-image-2554" title="downthemall" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/downthemall-300x195.gif" alt="downthemall 300x195 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="300" height="195" style="margin-right:10px;" />2. <a rel="nofollow" target="_blank" href="https://addons.mozilla.org/en-US/firefox/addon/201/" target="_blank">DownThemAll!</a> อันนี้อาจจะมีข้อจำกัดไปนิดนึงเพราะว่ามันเป็น Firefox Extension แต่ก็เป็นโปรแกรมตัวนึงที่ใช้งานได้ง่ายมากและติดมากับตัว Firefox เลย เหมาะกับการดาวน์โหลดแบบไม่ซีเรียสมากมายเนื่องจากมันผูกกับโปรเซสของ Firefox เวลามันอืดแล้วอาจทำให้น่าหงุดหงิดได้ แต่ก็เป็นโปรแกรมอีกตัวที่กะทัดรัดและน่าโหลดมาใช้หากไม่อยากติดตั้งโปรแกรมแยกต่างหาก</div>
<div style="overflow: auto; margin-bottom: 15px;"><img class="alignleft size-medium wp-image-2555" title="jdownloader" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/jdownloader-300x218.jpg" alt="jdownloader 300x218 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="300" height="218" style="margin-right:10px;" />3. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://jdownloader.org/">JDownloader</a> ตัวนี้เป็นโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดเฉพาะของสำหรับสาวกนักโหลดไฟล์ตามเว็บฝากไฟล์ต่างๆ เพราะโปรแกรมตัวนี้รองรับการทำงานของเว็บฝากไฟล์ดังๆ แทบทุกเว็บ ปัญหาเรื่องการรอกดดาวน์โหลด การใส่ captcha ก็จะหมดไปเนื่องจากตัวนี้จะถอดรหัสให้หมด (แต่บางเว็บก็ต้องใส่เองนะจ๊ะ) ที่สำคัญสามารถเช็คได้ว่าไฟล์ไหนโหลดได้หรือไม่ได้อีกต่างหาก และสามารถสั่งแตกไฟล์เองเมื่อโหลดครบหรือสั่งปิดเครื่องก็ยังได้ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวที่นึกออกคือ โปรแกรมตัวนี้ค่อนข้างช้าในเรื่องของการทำงาน (เพราะเขียนโดยใช้ภาษาจาวา)</div>
<div style="overflow: auto; margin-bottom: 15px;"><img class="alignleft size-medium wp-image-2556" title="orbitdl" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/orbitdl-300x235.gif" alt="orbitdl 300x235 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="300" height="235" style="margin-right:10px;" />4. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.orbitdownloader.com/" target="_blank">Orbit Downloader</a> สำหรับคนชอบโหลดไฟล์วิดีโอไม่ว่าจะจากโปรโตคอลไหนๆ หรือเว็บอะไรตัวนี้เป็นโปรแกรมที่น่าสนใจมากตัวนึงเพราะฟีเจอร์การดาวน์โหลดที่บอกไปข้างต้นคือตัวชูโรงของโปรแกรมตัวนี้ รองรับโปรโตคอลเยอะมาก (HTTP, RTSP, MMP, RTMP, ETC.) เรียกว่าคุณดูหนังผ่านตัวไหนตัวนี้โหลดได้แทบหมดทุกตัวจริงๆ และดาวน์โหลดอะไรที่ streaming มาได้เกือบทั้งหมด ใครชอบด้านนี้ลองดูครับ เบาเครื่องด้วยนะเออ</div>
<div style="overflow: auto; margin-bottom: 15px;"><img class="alignleft size-medium wp-image-2557" title="mdownloader-screenshot" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/07/mdownloader-screenshot-300x176.jpg" alt="mdownloader screenshot 300x176 5 โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (และฟรี)" width="300" height="176" style="margin-right:10px;" />5. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://mdownloader.codeplex.com/releases/view/47513" target="_blank">MDownloader</a> สำหรับคนที่อาจรับไม่ได้กับความอืดของ JDownloader ตัวนี้อาจเป็นคำตอบสำหรับคุณ แต่ฟีเจอร์มันก็น้อยลงเช่นกันโดยรองรับเพียงไม่กี่เว็บในตอนนี้ แต่ก็เป็นโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดอีกตัวที่กำลังมาแรงและน่าจะพัฒนาได้ไปอีกไกลในอนาคตครับ</div>
<p>สำหรับผมเองใช้ Flashgot + Flashget + JDownloader แค่นี้แทบครบเครื่องในระดับนึงแล้วล่ะ ใครมีโปรแกรมตัวอื่นๆ ก็สามารถแนะนำได้ในช่อง comment ด้านล่างนะครับ</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F07%2F11%2Ffive-best-free-download-manager%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/07/11/five-best-free-download-manager/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>18</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/06/30/23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/06/30/23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Jun 2010 13:27:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Gadget]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>
		<category><![CDATA[LCD TV]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2520</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบัน LCD TV เป็นทีวีอีกแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสมัยนิยม ด้วยเหตุผลหลายประการเช่นราคาที่ถูกลงมาเรื่อยๆ  ดีไซน์ที่สวยงามและปัจจุบันภาพวิดีโอแบบความละเอียดสูงพบเจอได้ง่ายมากๆ ต่างกับสมัยสามสี่ปีก่อนลิบลับ บทความนี้เนื้อหานำมาจากเว็บไซต์ Gizmodo ซึ่งผมนำมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นภาษาไทย ซึ่งเคล็ดลับหรือเทคนิคการเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ปัจจุบันผมว่าเป็นเรื่องที่มีคนนิยมถามกันเป็นจำนวนมากในอินเตอร์เน็ต ว่ารุ่นไหนดี หรือวิธีการเลือกซื้อควรจะทำยังไง ซึ่งเนื้อหาพวกนี้สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อ LCD monitor ได้ด้วย เอาเป็นว่าไปดูกันเลยดีกว่า คำแนะนำเบื้องต้น สเปคที่ออกมาจากผู้ผลิตส่วนมากล้วนเกินจริง และไม่สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจเพียงอย่างเดียวได้ ควรใช้สเปคจากผู้ผลิตในการเปรียบเทียบภายในยี่ห้อเดียวกันเท่านั้น ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบต่างยี่ห้อเนื่องจากบางผู้ผลิตมีมาตรฐานการวัดที่แตกต่างกันมากมาย (และส่วนมากเรามักจะไม่ทราบ) ทำการบ้านโดยการเก็บข้อมูลต่างๆ เช่นรีวิว หรือข้อคิดเห็นจากคนอื่นๆ ให้มากที่สุด และหาข้อมูลจากแหล่งที่เป็นกลางเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ สำหรับเว็บไซต์ในไทยส่วนมากจะให้ข้อมูลในรูปแบบของสังคมหรือ community เสียมากกว่าที่จะเป็นฐานข้อมูล การตัดสินใจผมเลยแนะนำให้หาบอร์ดที่คุยกันแบบกลางๆ ไม่แยกยี่ห้อ จะได้ผลที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือกว่าครับ เข้าไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้ผลิตและอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดและรอบคอบ หากเว็บไซต์นั้นๆ มีคู่มือการใช้งานให้ดาวน์โหลดด้วยก็จะยิ่งดีเพราะเป็นหนึ่งในการศึกษาการใช้งานของเครื่องที่ดีที่สุด คำแนะนำแบบลัดสุดๆ คือให้เลือกซื้อ plasma TV หากต้องการดูในห้องมืด และเลือก LCD TV หากต้องการดูในห้องสว่างๆ (ดูจากการใช้งานทั่วไปของคุณ) เลือกร้านที่จะเข้าไปซื้อ จำไว้ว่าร้านจะมีหลายๆ รูปแบบไล่จากร้านขนาดใหญ่เช่นตามห้างต่างๆ ที่มีทีวีให้เลือกมากมาย ไล่ไปจนถึงร้านเล็กๆ ที่เปิดตามอาคารพาณิชย์ที่มีความเชี่ยวชาญ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2521" title="korean-lcd-tv" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/korean-lcd-tv.jpg" alt="korean lcd tv 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="450" height="357" /></p>
<p>ปัจจุบัน LCD TV เป็นทีวีอีกแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสมัยนิยม ด้วยเหตุผลหลายประการเช่นราคาที่ถูกลงมาเรื่อยๆ  ดีไซน์ที่สวยงามและปัจจุบันภาพวิดีโอแบบความละเอียดสูงพบเจอได้ง่ายมากๆ ต่างกับสมัยสามสี่ปีก่อนลิบลับ</p>
<p>บทความนี้เนื้อหานำมาจากเว็บไซต์ <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://gizmodo.com/5574446/23-tips-for-buying-the-best-hdtv" target="_blank">Gizmodo</a> ซึ่งผมนำมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นภาษาไทย ซึ่งเคล็ดลับหรือเทคนิคการเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ปัจจุบันผมว่าเป็นเรื่องที่มีคนนิยมถามกันเป็นจำนวนมากในอินเตอร์เน็ต ว่ารุ่นไหนดี หรือวิธีการเลือกซื้อควรจะทำยังไง ซึ่งเนื้อหาพวกนี้สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อ LCD monitor ได้ด้วย เอาเป็นว่าไปดูกันเลยดีกว่า<span id="more-2520"></span></p>
<h3>
<p><div id="attachment_2523" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><img class="size-full wp-image-2523" title="samsung-lcd-website" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/samsung-lcd-website.jpg" alt="samsung lcd website 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="600" height="374" /><p class="wp-caption-text">Samsung LCD TV Website</p></div></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">คำแนะนำเบื้องต้น</span></h3>
<ol>
<li><strong>สเปคที่ออกมาจากผู้ผลิตส่วนมากล้วนเกินจริง</strong> และไม่สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจเพียงอย่างเดียวได้ ควรใช้สเปคจากผู้ผลิตในการเปรียบเทียบภายในยี่ห้อเดียวกันเท่านั้น ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบต่างยี่ห้อเนื่องจากบางผู้ผลิตมีมาตรฐานการวัดที่แตกต่างกันมากมาย (และส่วนมากเรามักจะไม่ทราบ)</li>
<li><strong>ทำการบ้านโดยการเก็บข้อมูลต่างๆ</strong> เช่นรีวิว หรือข้อคิดเห็นจากคนอื่นๆ ให้มากที่สุด และหาข้อมูลจากแหล่งที่เป็นกลางเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ สำหรับเว็บไซต์ในไทยส่วนมากจะให้ข้อมูลในรูปแบบของสังคมหรือ community เสียมากกว่าที่จะเป็นฐานข้อมูล การตัดสินใจผมเลยแนะนำให้หาบอร์ดที่คุยกันแบบกลางๆ ไม่แยกยี่ห้อ จะได้ผลที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือกว่าครับ</li>
<li><strong>เข้าไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้ผลิต</strong>และอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดและรอบคอบ หากเว็บไซต์นั้นๆ มีคู่มือการใช้งานให้ดาวน์โหลดด้วยก็จะยิ่งดีเพราะเป็นหนึ่งในการศึกษาการใช้งานของเครื่องที่ดีที่สุด</li>
<li><strong>คำแนะนำแบบลัดสุดๆ</strong> คือให้เลือกซื้อ plasma TV หากต้องการดูในห้องมืด และเลือก LCD TV หากต้องการดูในห้องสว่างๆ (ดูจากการใช้งานทั่วไปของคุณ)</li>
<li><strong>เลือกร้านที่จะเข้าไปซื้อ</strong> จำไว้ว่าร้านจะมีหลายๆ รูปแบบไล่จากร้านขนาดใหญ่เช่นตามห้างต่างๆ ที่มีทีวีให้เลือกมากมาย ไล่ไปจนถึงร้านเล็กๆ ที่เปิดตามอาคารพาณิชย์ที่มีความเชี่ยวชาญ แต่จงคิดไว้อย่างนึงว่า ร้านที่มีขนาดใหญ่ กฎเกณฑ์ประเภท &#8220;ดูได้แต่ห้ามจับ&#8221; ก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วย</li>
</ol>
<h3><img class="aligncenter size-full wp-image-2524" title="tv-store" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/tv-store.jpg" alt="tv store 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="449" height="299" /></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">เมื่อเดินเข้าไปในร้าน</span></h3>
<ol>
<li><strong>ในร้านเกือบร้อยทั้งร้อย</strong>จะเปิดเดโมเพื่อโชว์ความสามารถของโทรทัศน์ ซึ่งเดโมเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ดูตื่นตาตื่นใจเป็นทุนเดิม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเดโมพวกนี้คุณภาพอาจจะไม่ค่อยดีเลิศสุดเกจเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังดีที่เค้าเปิดให้ดูทุกตัวเหมือนๆ กันก็พอเปรียบเทียบกันได้</li>
<li><strong>หากเดโมที่โชว์เป็นภาพแอนิเมชั่น</strong> ให้มองข้ามจุดนี้ไปเนื่องจากภาพเหล่านี้เป็นภาพสังเคราะห์ ทีวีที่มีสีสดที่สุด ความสว่างสูงสุดก็จะได้เปรียบไปโดยปริยาย หากต้องการเลือกและพิจารณาจากสีที่ถูกต้อง แนะนำให้หลีกเลี่ยงการพิจารณาจากภาพคอมพิวเตอร์กราฟิก หาภาพทั่วๆ ไปมาเทียบดูจะเป็นความคิดที่ดีกว่า</li>
<li><strong>ในร้านส่วนมากทีวีมักไม่ได้ถูกปรับอย่างถูกต้อง</strong> และไม่สามารถตัดสินได้จากสายตาของคุณ เช่นหากไปเจอทีวีที่ภาพไม่ดี อาจคิดได้สองแง่คือมันอาจเป็นทีวีที่ดีแต่ไม่ได้รับการปรับที่ถูกต้อง หรือไม่มันก็เป็นทีวีที่ไม่ดีเท่าไหร่และภาพที่เห็นนั่นก็คือสุดความสามารถของมัน (เรียกว่าขุนกันสุดๆ) ถ้าหากไปเจอตัวที่ภาพดูดี ก็หมายความว่าภาพอาจจะดียิ่งขึ้นไปอีก หากได้รับการปรับอย่างถูกต้องหรือใช้เครื่องมือปรับแต่งสี ซึ่งจะสังเกตได้ว่าส่วนมากมักจะขายดีและมีกำไรเยอะ</li>
<li><strong>ตัวจ่ายการแสดงผลที่ใช้ในร้าน</strong>จะมีทั้งแบบดิจิตอล และอนาล็อก ซึ่งร้านส่วนมากมักใช้แบบอนาล็อกเพราะมีราคาที่ถูกกว่า และแน่นอนว่าแบบอนาล็อกจะให้ภาพที่คุณภาพไม่ดีเท่าไหร่นักในความละเอียดสูงๆ ฉะนั้นควรพิจารณาด้วยว่าร้านที่คุณไปดูใช้แบบไหนครับ</li>
<li><strong>ร้านส่วนมากมักมีแสงที่ค่อนข้างสว่างกว่าตามบ้านทั่วไป</strong> และเป็นแสงที่ไม่ใช่แสงปกติในการรับชมทีวี การรับชมทีวีที่พิจารณาคุณภาพได้ดีที่สุดคือการพิจารณาในบริเวณที่แสงน้อย จึงควรคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วย</li>
<li><strong>ควรพิจารณาจอในตำแหน่งด้านหน้าจอแบบตรงๆ</strong> เนื่องจากจอพวกนี้หากมองในมุมมองที่ต่างกันจะมีผลด้วย</li>
<li><strong>หากเทียบกันตัวต่อตัว</strong>ระหว่างหลายๆ จอ แน่นอนว่าในความคิดของเราจอที่มีสีสด และสว่างที่สุด จะเป็นจอที่น่าซื้อและดูดีที่สุด และจอที่มีสีสันเป็นธรรมชาติสีมักจะซีดกว่า ก่อนพิจารณาตรงจุดนี้อยากให้ลองเช็คเรื่องโหมดการแสดงผลของจอด้วย เนื่องจากทีวีส่วนมากที่มาจากโรงงานจะตั้งโหมดส่วนมากไว้ที่ vivid หรือโหมดสีสดทำให้การตัดสินใจของเราผิดพลาดได้</li>
</ol>
<h3><img class="aligncenter size-full wp-image-2525" title="sony-lcd-tv" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-lcd-tv.jpg" alt="sony lcd tv 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="500" height="322" /></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">แล้วควรทำอย่างไร?</span></h3>
<ol>
<li><strong>การใช้ภาพเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นสิ่งที่เหมาะที่สุด</strong>ในการพิจารณาภาพเสมอไป เนื่องจากภาพเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่ดีที่สุดคือการนำภาพนิ่งมาใช้ในการเปรียบเทียบ และควรมองจากมุมมองที่ต่างกันด้วย เพราะหลายจออาจมีปัญหาเรื่องมุมมองด้วยเช่นกัน</li>
<li><strong>ร้านเล็กๆ ส่วนมากจะให้เรานำแผ่นหนังของตัวเองไปทดสอบได้</strong> ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีว่าเราควรจะได้ภาพออกมาเป็นอย่างไรในมุมมองของหนังเรื่องโปรด ควรหาหนังไปสักสองสามแผ่นเพื่อทำการทดสอบโดยใช้ฉากที่เราชอบหรือดูเป็นประจำในการพิจารณา สำหรับเรื่องนี้ผมแนะนำให้หาหนังหลายๆ แนว เช่นแนวชีวิต ทิวทัศน์สวยๆ หรือจะหาแนวบู๊ที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว เพื่อทดสอบเรื่อง response time ของจอก็เป็นความคิดที่ดีเช่นกัน ส่วนหนังชมพูคงไม่ต้องเอาไป เพราะอาจโดนรวบได้ 555</li>
<li><strong>อีกแนวทางที่เป็นไปได้กว่าคือการนำ USB Flashdrive</strong> ที่มีภาพของเราเองหรือภายในครอบครัวติดไปด้วย เพราะจอปัจจุบันต่างมีพอร์ท USB และสามารถชมภาพได้ภายในตัวเครื่องเลย อีกการเอาภาพที่เราคุ้นเคยมากๆไป เพราะเราคุ้นเคยกับภาพเหล่านั้นทั้งสีสันและรายละเอียด ทำให้เราสามารถเลือกได้สะดวกและเที่ยงตรงกว่าเดิมด้วย</li>
<li><strong>คุยกับคนขายว่าสามารถให้คุณเล่นรีโมท</strong>ได้หรือไม่ หากเล่นได้ก็น่าจะลองทำความคุ้นเคยกับตัวรีโมท และตัวเมนูในเครื่องว่าเหมาะกับเราหรือไม่อย่างไร</li>
<li><strong>หากคุณมีความรู้พอสมควร ลองปรับแต่งสี</strong>ดูเลยโดยเทียบกับหนังหรือภาพที่คุณนำมานั่นละ ว่าคุณสามารถปรับแต่งสีหรือคุณภาพของภาพให้ถูกใจตัวเองได้หรือไม่</li>
</ol>
<h3><img class="aligncenter size-full wp-image-2526" title="lcd-tv-testing" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/lcd-tv-testing.jpg" alt="lcd tv testing 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="600" height="450" /></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">จะเลือกจอโดยดูจากอะไรดี?</span></h3>
<ol>
<li><strong>แสงสะท้อนของจอ</strong> พยายามหลีกเลี่ยงจอประเภท glossy หรือที่เรียกกันภาษาบ้านๆ คือจอกระจก เว้นเสียว่าคุณจะดูในที่มืดเสียเป็นส่วนใหญ่ หากจะเลือกจอแบบนี้ให้ดูด้วยว่ามีอาการภาพเป็นคลื่นๆ หรือไม่เนื่องจากบางครั้งการติดจออาจทำได้ไม่ค่อยดีจึงทำให้เกิดปัญหา วิธีการเช็คคือใช้ภาพสีดำล้วนและมองจากมุมมองที่ต่างๆ กัน</li>
<li><strong>เช็คระดับสีดำของจอ</strong>หรือการเล็ดลอดของแสง backlight ในขณะที่จอภาพแสดงสีดำด้วย (ถึงแม้ว่าอาจจะเช็คยากนิดนึงเนื่องด้วยเหตุผลเรื่องแสงสว่างภายนอก) และอย่าลืมเช็ค dead pixel รวมถึงคุณภาพการประกอบของจอด้วย</li>
<li><strong>ดูเรื่ององศาการมองของภาพ</strong>ในมุมมองที่แตกต่างกัน ควรหาภาพที่มีสีสันหลากหลายเพื่อเช็คว่ามีสีไหนที่มีการเพี้ยนบ้างเมื่อเราเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งปัญหาพวกนี้จะเจอมากในจอประเภท LCD แต่กลับ plasma ปัญหาพวกนี้แทบไม่มีให้เห็น ให้ลองเปลี่ยนมุมมองจากแนวตั้งและแนวนอนเพื่อทดสอบด้วย</li>
<li><strong>จอ LCD แบบ IPS (In-Plane Switching)</strong> เป็นจอที่มีคุณภาพสูงที่สุดในบรรดาจอ LCD และมีปัญหาเรื่ององศาการมองน้อยมากแต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของจอตัวนี้คือระดับภาพสีดำที่น้อยกว่าประเภทอื่นๆ หากซื้อจอประเภทนี้ควรเช็คระดับภาพสีดำให้ละเอียดด้วย</li>
<li><strong>จอบางตัวจะมีปัญหากับภาพที่มีความสว่างสูง</strong> ซึ่งเป็นปัญหาที่อาจทำให้ส่วนที่เป็นส่วนไฮไลท์ของภาพ (ส่วนที่มีความสว่างสูงของภาพ) นั้นรายละเอียดหายไป (กลายเป็นภาพสีขาวสว่างจ้า) วิธีการทดสอบคือให้หาภาพที่มีส่วนไฮไลท์ที่มีความสว่างสูง แต่ยังมีรายละเอียดครบถ้วนไปเปิด หากมองไม่เห็นรายละเอียดบนส่วนนั้นบนหน้าจอ ให้ลองปรับลด contrast ลงมา หากยังมองไม่เห็นรายละเอียดที่หายไป ให้มองข้ามจอตัวนั้นไปเลย</li>
<li><strong>จอบางตัวมีเสียง</strong>ที่อาจเกิดจากส่วน power supply หรือส่วนพัดลมระบายอากาศ ควรเช็คเรื่องเหล่านี้ด้วยถึงแม้ว่าจะยากไปสักนิดในการเทสตามห้างเนื่องจากเสียงรอบข้างที่รบกวน</li>
</ol>
<p>หวังว่า 23 เทคนิคนี้คงจะมีประโยชน์สำหรับในการเลือกบ้างไม่มากก็น้อยครับ สุดท้ายผมอยากจะบอกว่า &#8220;Believe Your Eyes&#8221; หรือเชื่อสายตาคุณเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F06%2F30%2F23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/06/30/23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/06/27/3d-production-in-fifa-world-cup-2010/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/06/27/3d-production-in-fifa-world-cup-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 17:59:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Other]]></category>
		<category><![CDATA[3D Production]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Broadcasting]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2502</guid>
		<description><![CDATA[อยากจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่บอลโลกเริ่มใหม่ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที มาถึงตอนนี้ก็ยังมีเวลาอีกสองอาทิตย์กว่าๆ หวังว่าคงยังไม่ช้าไป :p ฟุตบอลโลกคราวนี้เป็นฟุตบอลโลกที่มากับเทคโนโลยีใหม่ๆ สมกับเป็นจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยี ที่เด่นที่สุดคือเกี่ยวกับภาพและการถ่ายทอดสดนั่นละ สำหรับใครที่อดหลับอดนอนดูกันแทบทุกวัน จะเห็นได้ว่ารอบนี้ภาพดูดีกว่าเดิมเยอะ เรียกว่าภาพช้ามีแทบทุกมุมมองให้ดูจริงๆ และเป็นแบบ super-slow-motion อีกด้วย ดังนั้นบทความนี้จะเอาข้อมูลเกี่ยวกับกล้องและเทคโนโลยีที่ใช้ครั้งนี้มาให้ดูกัน ปีนี้ Sony ที่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะ 3D เข้ามาใส่ในการแข่งขันครั้งนี้เรียกว่าเต็มเหนี่ยว โปรโมทเสียแทบทุกสื่อเลยทั้งด้านวงการหนัง หรือวงการเกมก็ไม่เว้น ด้วยแคมเปญที่ชื่อว่า 3D World Created by Sony ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็เช่นกัน Sony ขนเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปในการแข่งขันครั้งนี้อย่างมากมาย แน่นอนว่าการถ่ายทอดครั้งนี้จะถ่ายเป็นสามมิติด้วย แต่ก็เฉพาะในบางประเทศเท่านั้น (อย่างน้อยคือในสหรัฐฯและสเปน) ซึ่งกล้องที่ใช้ในการถ่ายทอดครั้งนี้คือกล้องโมเดล HDC-1500 ที่เป็นกล้องระดับโปรของโซนี่ราคาล้านกว่าบาท (ไม่รวมอุปกรณ์อื่นๆ ถ้ารวมก็หลายล้านอยู่) สำหรับสเปคของตัวนี้ก็มิใช่ธรรมดา โดยผมจะไม่เอารายละเอียดมาลงมากนัก (เพราะผมไม่ใช่ผู้คร่ำหวอดในวงการถ่ายทำภาพยนตร์และสเปคมันยุ่บยั่บน่าปวดขมอง) แต่ผมสรุปให้แบบรวบรัดเอาเป็นว่ามันสามารถถ่ายภาพในระดับ HD ที่ได้คุณภาพของภาพในระดับที่เรียกว่าเยี่ยมยอดและสัญญาณรบกวนต่ำมากในระดับเฟรมเรต 60 เฟรมต่อวินาที และแน่นอนว่าหากจะถ่ายแบบสามมิติก็ต้องใช้กล้องสองตัว (ตัวนึงแทนตาข้างซ้าย อีกตัวแทนด้านขวา)  ส่งเข้าตัวประมวลผล MPE-200 ที่มีแยกต่างหาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2507" title="3d-world-cup-2010" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/3d-world-cup-2010.jpg" alt="3d world cup 2010 เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010" width="600" height="400" /></p>
<p>อยากจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่บอลโลกเริ่มใหม่ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที มาถึงตอนนี้ก็ยังมีเวลาอีกสองอาทิตย์กว่าๆ หวังว่าคงยังไม่ช้าไป :p</p>
<p>ฟุตบอลโลกคราวนี้เป็นฟุตบอลโลกที่มากับเทคโนโลยีใหม่ๆ สมกับเป็นจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยี ที่เด่นที่สุดคือเกี่ยวกับภาพและการถ่ายทอดสดนั่นละ สำหรับใครที่อดหลับอดนอนดูกันแทบทุกวัน จะเห็นได้ว่ารอบนี้ภาพดูดีกว่าเดิมเยอะ เรียกว่าภาพช้ามีแทบทุกมุมมองให้ดูจริงๆ และเป็นแบบ super-slow-motion อีกด้วย ดังนั้นบทความนี้จะเอาข้อมูลเกี่ยวกับกล้องและเทคโนโลยีที่ใช้ครั้งนี้มาให้ดูกัน<span id="more-2502"></span></p>
<p>ปีนี้ Sony ที่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะ 3D เข้ามาใส่ในการแข่งขันครั้งนี้เรียกว่าเต็มเหนี่ยว โปรโมทเสียแทบทุกสื่อเลยทั้งด้านวงการหนัง หรือวงการเกมก็ไม่เว้น ด้วยแคมเปญที่ชื่อว่า 3D World Created by Sony</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-2503" title="3D_logo" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/3D_logo.jpg" alt="3D logo เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010" width="300" height="300" /></p>
<p style="text-align: left;">ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็เช่นกัน Sony ขนเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปในการแข่งขันครั้งนี้อย่างมากมาย แน่นอนว่าการถ่ายทอดครั้งนี้จะถ่ายเป็นสามมิติด้วย แต่ก็เฉพาะในบางประเทศเท่านั้น (อย่างน้อยคือในสหรัฐฯและสเปน) ซึ่งกล้องที่ใช้ในการถ่ายทอดครั้งนี้คือกล้องโมเดล HDC-1500 ที่เป็นกล้องระดับโปรของโซนี่ราคาล้านกว่าบาท (ไม่รวมอุปกรณ์อื่นๆ ถ้ารวมก็หลายล้านอยู่)</p>
<div id="attachment_2504" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-hdc-1500.jpg" rel="lightbox[2502]"><img class="size-full wp-image-2504" title="sony-hdc-1500" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-hdc-1500.jpg" alt="sony hdc 1500 เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010" width="600" height="393" /></a><p class="wp-caption-text">ชุดธรรมดาของ Sony HDC-1500</p></div>
<p style="text-align: left;">สำหรับสเปคของตัวนี้ก็มิใช่ธรรมดา โดยผมจะไม่เอารายละเอียดมาลงมากนัก (เพราะผมไม่ใช่ผู้คร่ำหวอดในวงการถ่ายทำภาพยนตร์และสเปคมันยุ่บยั่บน่าปวดขมอง) แต่ผมสรุปให้แบบรวบรัดเอาเป็นว่ามันสามารถถ่ายภาพในระดับ HD ที่ได้คุณภาพของภาพในระดับที่เรียกว่าเยี่ยมยอดและสัญญาณรบกวนต่ำมากในระดับเฟรมเรต 60 เฟรมต่อวินาที และแน่นอนว่าหากจะถ่ายแบบสามมิติก็ต้องใช้กล้องสองตัว (ตัวนึงแทนตาข้างซ้าย อีกตัวแทนด้านขวา)  ส่งเข้าตัวประมวลผล MPE-200 ที่มีแยกต่างหาก</p>
<div id="attachment_2505" class="wp-caption aligncenter" style="width: 623px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sample-diagram-mpe-200.jpg" rel="lightbox[2502]"><img class="size-full wp-image-2505" title="sample-diagram-mpe-200" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sample-diagram-mpe-200.jpg" alt="sample diagram mpe 200 เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010" width="613" height="201" /></a><p class="wp-caption-text">3D Production System Diagram</p></div>
<div id="attachment_2506" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-mpe-200.jpg" rel="lightbox[2502]"><img class="size-full wp-image-2506 " title="sony-mpe-200" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-mpe-200.jpg" alt="sony mpe 200 เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010" width="600" height="166" /></a><p class="wp-caption-text">Sony MPE-200 Image Processor</p></div>
<p style="text-align: left;">สำหรับ MPE-200 จะเป็นตัวประมวลผลภาพจากสองกล้องให้ออกมาเป็น 3 มิติด้วยจะดำเนินการทุกอย่างทั้งการชดเชยให้ภาพมีคุณภาพที่เท่าเทียมกัน (สำหรับการทำภาพ 3 มิติจำเป็นที่ต้องให้ภาพจากสองกล้องมีคุณภาพหรือการตั้งค่าเช่น ความสว่าง สีสันหรือความคมชัดที่เท่ากัน) สำหรับการประมวลผลพลังก็เหลือเฟือเพราะหัวใจของมันก็พอจะเดากันออกเพราะใช้ Cell Processor เป็นขุมพลังหลัก หลังจากนั้นก็จะส่งเข้าสู่ switcher เพื่อทำการตัดต่อลำดับภาพต่อไป</p>
<p style="text-align: left;">ถึงบอลโลกคราวนี้เราจะได้ดูกันแบบ HD กันแล้วแต่ครั้งหน้าหาก LCD(LED) TV 3D มีราคาที่ถูกลงเมื่อไหร่และแพร่หลายกันอย่างกว้างขวางเท่ากับ LCD TV ในตอนนี้เราก็อาจจะได้เห็นบอลโลกครั้งหน้ากันแบบสามมิติก็ได้ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในอีกสี่ปีข้างหน้า สำหรับผมเองถือว่าเทคโนโลยีจะก้าวไปอีกเยอะเลยทีเดียว (ลองเทียบกับสี่ปีที่แล้วก็ได้ครับ ว่าเทคโนโลยีต่างๆ เทียบกับปัจจุบันมันกระโดดไปเยอะแค่ไหน)</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F06%2F27%2F3d-production-in-fifa-world-cup-2010%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/06/27/3d-production-in-fifa-world-cup-2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/06/19/battery-notebook-life-extending-guide/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/06/19/battery-notebook-life-extending-guide/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jun 2010 07:36:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Hardware]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Battery Notebook]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2474</guid>
		<description><![CDATA[ถึงในยุคนี้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบนึงที่ขายดีที่สุดก็คือแบบพกพา หรือที่เรียกกันว่า notebook หรืออีกแบบเช่น netbook ก็ขายดีไม่แพ้กัน สังเกตได้ว่ายอดขายในแต่ละเดือนก็ยิ่งทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลงานคอมอย่าง commart บ้านเราสังเกตได้ว่าขาออกจากงานมีแต่คนหิ้ว notebook กลับบ้านกันเป็นแถบๆ ซึ่งผู้ใช้งานเหล่านั้นส่วนมากแล้วผมคิดว่าก็เป็นผู้ใช้งานทั่วไปที่อยากจะได้คอมพิวเตอร์มาใช้งานสักเครื่อง ส่วนที่เหลือจากนั้นคือผู้ที่มีความรู้ด้านนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สุดท้ายเมื่อเครื่องพวกนี้ออกไปสู่ผู้ใช้เป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าปัญหาที่ตามมานั้นก็ย่อมมากตามไปด้วย หนึ่งในปัญหานั้นก็คือ &#8220;จะทำยังไงให้ battery notebook นั้นใช้ได้นานๆ โดยที่ไม่เสื่อม?&#8221; ผมเห็นหลายคนต่างสงสัยกันในคำถามนี้มากมาย บางคนอาจจะเพิ่งซื้อมาหรือไม่ก็ battery เสื่อมไปแล้วถึงต้องเข้ามาถาม แน่นอนว่าแบตก้อนนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ หลักพันสองพันทั้งนั้นครับ บทความนี้ผมจะพาลงลึกไปหาวิธีการที่จะช่วยรักษา battery notebook ให้อยู่กับเราไปนานๆ และใช้งานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนอื่นมาเข้าประเด็นแรกกันก่อน ส่วนไหนของเครื่อง Notebook ที่กินไฟมากที่สุด ? หลายคนอาจคิดว่าเป็นตัว Graphic Card หรือ CPU แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ส่วนที่กินมากที่สุดจอ LCD นั่นเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ได้มาแบบลอยๆ แต่เป็นข้อมูลจากวิศวกรของ Microsoft ที่พัฒนา Windows 7 อีกส่วนที่คุณไม่อาจมองข้ามได้เลยคืออุปกรณ์ที่ใช้ไฟเลี้ยงทั้งหลายจากพอร์ท USB [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2482" title="notebook-battery-icon" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/notebook-battery-icon.jpeg" alt=" Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="480" height="360" /></p>
<p>ถึงในยุคนี้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบนึงที่ขายดีที่สุดก็คือแบบพกพา หรือที่เรียกกันว่า notebook หรืออีกแบบเช่น netbook ก็ขายดีไม่แพ้กัน สังเกตได้ว่ายอดขายในแต่ละเดือนก็ยิ่งทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลงานคอมอย่าง commart บ้านเราสังเกตได้ว่าขาออกจากงานมีแต่คนหิ้ว notebook กลับบ้านกันเป็นแถบๆ<span id="more-2474"></span></p>
<p>ซึ่งผู้ใช้งานเหล่านั้นส่วนมากแล้วผมคิดว่าก็เป็นผู้ใช้งานทั่วไปที่อยากจะได้คอมพิวเตอร์มาใช้งานสักเครื่อง ส่วนที่เหลือจากนั้นคือผู้ที่มีความรู้ด้านนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สุดท้ายเมื่อเครื่องพวกนี้ออกไปสู่ผู้ใช้เป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าปัญหาที่ตามมานั้นก็ย่อมมากตามไปด้วย หนึ่งในปัญหานั้นก็คือ &#8220;จะทำยังไงให้ battery notebook นั้นใช้ได้นานๆ โดยที่ไม่เสื่อม?&#8221; ผมเห็นหลายคนต่างสงสัยกันในคำถามนี้มากมาย บางคนอาจจะเพิ่งซื้อมาหรือไม่ก็ battery เสื่อมไปแล้วถึงต้องเข้ามาถาม แน่นอนว่าแบตก้อนนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ หลักพันสองพันทั้งนั้นครับ บทความนี้ผมจะพาลงลึกไปหาวิธีการที่จะช่วยรักษา battery notebook ให้อยู่กับเราไปนานๆ และใช้งานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนอื่นมาเข้าประเด็นแรกกันก่อน</p>
<h3>ส่วนไหนของเครื่อง Notebook ที่กินไฟมากที่สุด ?</h3>
<p>หลายคนอาจคิดว่าเป็นตัว Graphic Card หรือ CPU แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ส่วนที่กินมากที่สุดจอ LCD นั่นเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ได้มาแบบลอยๆ แต่เป็นข้อมูลจากวิศวกรของ Microsoft ที่พัฒนา Windows 7</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2475" title="notebook-power-consumption" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/notebook-power-consumption.png" alt="notebook power consumption Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="535" height="305" /></p>
<p>อีกส่วนที่คุณไม่อาจมองข้ามได้เลยคืออุปกรณ์ที่ใช้ไฟเลี้ยงทั้งหลายจากพอร์ท USB เช่น mouse, flash drive รวมถึง harddisk ด้วย ยิ่งเป็นแบบ portable (2.5 นิ้ว) ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันยิ่งกินกันเข้าไปใหญ่หากคุณเสียบทิ้งไว้โดยที่ไม่คิดจะใช้งานมัน ซึ่งข้อมูลตรงนี้จะเกี่ยวข้องกับส่วนต่อไปคือการปรับแต่ง notebook ให้กินพลังงานน้อยที่สุด</p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">เทคนิคการปรับแต่งให้ Notebook ใช้พลังงานน้อยที่สุด</span></h3>
<p><strong><em>- ปิดการเชื่อมต่อที่ไม่ได้ใช้งานทิ้งให้หมด</em></strong></p>
<p><strong><em><img class="aligncenter size-full wp-image-2481" title="battery-notebook-disable-wireless" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/battery-notebook-disable-wireless.jpg" alt="battery notebook disable wireless Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="500" height="360" /></em></strong><br />
สิ่งแรกที่ควรทำคือดูว่าปัจจุบันการเชื่อมต่อที่คุณใช้อยู่นั้นมีอะไรบ้าง เช่นปัจจุบันหากคุณไม่ได้ใช้อะไรเลยทั้ง wireless, bluetooth ก็ปิดมันซะให้หมด ส่วนวิธีปิดนั้นหากเครื่อง notebook ของคุณไม่มีปุ่มที่เอาไว้ปิดก็สามารถเข้าไปในหน้าต่าง Network Sharing Center (หรือ Network Connections ใน Windows XP) คลิกขวาที่สัญลักษณ์ที่ไม่ต้องการใช้งานแล้วเลือก Disable ให้หมด ตอนจะกลับมาใช้ก็อย่าลืมกลับมา Enable ด้วยละ เดี๋ยวจะนึกว่า wireless พังซะอีก</p>
<p>ส่วน Bluetooth หากมีโปรแกรมรันอยู่ด้านขวาล่างของจอก็คลิกขวาแล้วเลือก disable ไปซะ (ส่วนมากโปรแกรมจะมีคำสั่งนี้อยู่แล้ว) เท่านี้ก็ประหยัดไปได้เปราะนึง</p>
<p><em><strong>- เปิดเฉพาะโปรแกรมที่ต้องการใช้เท่านั้น</strong></em></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2479" title="battery-notebook-close-program" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/battery-notebook-close-program.jpg" alt="battery notebook close program Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="444" height="474" /><br />
</strong></p>
<p>โปรแกรมตัวไหนที่ไม่ใช้ก็ปิดไปให้หมดเท่านั้นเอง เพราะการที่เปิดโปรแกรมเหล่านี้ทิ้งไว้เบื้องหลัง หมายความว่ามันก็แอบใช้พลังงานเครื่องคุณในการประมวลผลและรักษาสถานะของตัวมันเองด้วย ฉะนั้นตัวไหนไม่ได้ใช้ ก็ปิดๆ ไปซะ ที่สำคัญเครื่องคุณจะเร็วกว่าเดิมอีกด้วย</p>
<p><em><strong>- ปรับแต่ง power options</strong></em></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2476" title="power-option-edit-plan" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/power-option-edit-plan.jpg" alt="power option edit plan Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="500" height="361" /></strong><br />
อีกส่วนที่หลายคนไม่ค่อยปรับกันเท่าไหร่ กับออปชั่น power options ในตัววินโดวส์ที่อนุญาตให้เราปรับแต่งได้ว่าเวลาที่เราไม่ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือพูดง่ายๆ คือปล่อยให้มันอยู่ว่างๆ เราสามารถตั้งให้มันหรี่ไฟของจอลง หรือปิดจอเพื่อรักษาพลังงาน หรือถ้าให้สุดๆ ไปกว่านั้นคือตั้งให้ปิดเครื่องไปเลยก็ได้ ส่วนนี้คือส่วนหนึ่งที่แนะนำให้ทำเนื่องจากการตั้งปิดจอไว้ทำให้เราประหยัดพลังงานได้อีกมากจริงๆ</p>
<p><em><strong>- ลดความสว่างของจอลง</strong></em></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2477" title="battery-notebook-lcd-dim" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/battery-notebook-lcd-dim.jpg" alt="battery notebook lcd dim Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="304" height="79" /><br />
</strong></p>
<p>อีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ง่ายๆ เช่นกัน หากเราไม่ได้ทำงานที่ซีเรียสมากเช่นตัดต่อกราฟิกที่อาจจะต้องใช้จอสว่างๆ เพื่อเช็คสี เราอาจหรี่จอลงมาให้สว่างน้อยลงกว่าเดิมได้เพื่อประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม แต่ต้องปรับให้อยู่ในระดับที่ดูแล้วสบายตานะครับ ไม่งั้นประหยัดไฟกับสายตาเสียคงไม่คุ้ม</p>
<p><em><strong>- ใช้ hibernate แทนการ standby ในขณะที่พับฝา</strong></em></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2478" title="battery-notebook-hibernate" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/battery-notebook-hibernate.jpg" alt="battery notebook hibernate Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="500" height="355" /></strong><br />
บางครั้งเราทำงานอยู่แต่มีเหตุต้องย้ายเครื่องไปใช้งานที่อื่นจนทำให้เราต้องพับฝาลงชั่วคราว เครื่องส่วนมากมักจะตั้งไว้ให้เข้าโหมด standby เพื่อระงับการใช้งานไว้ชั่วคราว ซึ่งวิธีแบบนี้ไม่เหมาะเท่าไหร่ที่จะปิดไว้เป็นระยะเวลานานๆ การปรับแต่งให้เข้าโหมด hibernate ไปเลยดูเข้าท่ากว่าเพราะโหมด hibernate ไม่ได้ใช้พลังงานเลยในระหว่างที่พับฝา (เพราะเครื่องมันดับสนิทไปแล้ว) ในขณะที่โหมด standby ยังกินพลังงานของเครื่องอยู่เรื่อยๆ</p>
<h2><strong>เกี่ยวกับ battery ของ notebook</strong></h2>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2480" title="lenovo-battery" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/lenovo-battery.jpg" alt="lenovo battery Battery Notebook ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า" width="453" height="340" /><br />
</strong></p>
<p>ปัจจุบัน battery ของ notebook นิยมใช้แบตชนิดลิเทียมไอออน  <strong>(<strong>Li-ion)</strong></strong> เหตุผลเพราะให้กำลังไฟที่ดีเมื่อเทียบกับน้ำหนักและมี memory effect ที่น้อยอีกด้วย สิ่งที่ควรคำนึงถึงของการใช้ battery ประเภทนี้คือ</p>
<p><strong>- ไม่ควรใช้งานจนเครื่องดับไปเอง</strong> (หรือเรียกได้อีกอย่างคือไม่ควรใช้งานให้จนไม่มีไฟเหลือในตัว battery) เนื่องจากจะทำให้ประจุไอออนนั้นลดจำนวนลงจนส่งผลให้เก็บไฟได้น้อยลงในการชาร์จครั้งหลังๆ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราสามารถใช้งาน notebook ได้สั้นกว่าที่ควรจะเป็น อันเป็นที่มาของอาการที่เรียกว่าแบตเสื่อมนั่นละ ฉะนั้นการมีความเชื่อแบบเดิมๆ ว่าควรใช้ให้หมดจรดไปเลยแล้วค่อยชาร์จนั้นไม่สามารถใช้กับแบทประเภทนี้ได้ (แบทที่ควรใช้ให้หมดแล้วจึงชาร์จจะเป็นแบทแบบเก่าประเภทนิกเกิลแคดเมียม (Ni-cd) หรือแบบนิกเกิล เมทัลไฮดราย (Ni-mh) เท่านั้น)</p>
<p><strong>- ควรชาร์จเมื่อประจุต่ำกว่า 30%</strong> เพื่อรักษาระดับไอออนของ battery ให้อยู่ในระดับเดิม</p>
<p><strong>- หลีกเลี่ยงความร้อน</strong> ความร้อนเป็นศัตรูตัวฉกาจของ battery ประเภทนี้ อาจทำให้แบตเสื่อมเร็วกว่าที่ควรจะเป็นหากปล่อยให้โดนความร้อน ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจากแสงแดด หรือความร้อนจากตัวเครื่องบางรุ่น</p>
<p><strong>- รีเซ็ท power guage ของแบตทุกๆ การชาร์จ 30 ครั้ง</strong> อันนี้เป็นคำแนะนำของโปรแกรม <a href="http://www.techblog.in.th/2009/08/16/check-and-view-your-battery-information-with-batterycare/" target="_blank">batterycare</a> ที่แนะนำให้ทำการรีเซ็ททุกๆ การชาร์จ 30 ครั้งเพื่อให้ battery สามารถบอกระดับพลังงานได้ถูกต้อง หากคุณใช้ notebook แล้วเกิดปัญหา battery หมดก่อนที่แจ้งไว้ (เช่นเหลือ 10% แต่เครื่องดับไปแล้ว) ก็ให้ลองใช้วิธีนี้ดู</p>
<p><em>1. ชาร์จแบตให้เต็ม<br />
2. ไปตั้งให้ระบบทำการ hibernate เมื่อแบตใกล้หมด<br />
3. ถอดสายชาร์จออกแล้วใช้งานไปเรื่อยๆ จนกว่าเครื่องจะ hibernate ไปเอง<br />
4. ทิ้งไว้ 5 ชั่วโมง<br />
5. ชาร์จให้เต็ม แล้วใช้งานตามปกติ</em></p>
<p>วิธีทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยาก และทำให้สามารถใช้งาน battery ของ notebook ได้เป็นระยะเวลายาวนานขึ้น โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ก่อนเวลาอันควร วิธีพวกนี้สามารถประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้ battery ประเภทเดียวกันได้อีกด้วย</p>
<p><strong>หรือหากท่านมีวิธีอะไรเพิ่มเติม หรือข้อสงสัยตรงไหนสามารถใช้กล่อง comment ด้านล่างเพื่อแนะนำหรือสอบถามได้ครับ</strong></p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F06%2F19%2Fbattery-notebook-life-extending-guide%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/06/19/battery-notebook-life-extending-guide/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Review: Sony Cybershot TX5</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/05/13/sony-cybershot-tx5-review/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/05/13/sony-cybershot-tx5-review/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 May 2010 09:46:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photography - Gear]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Camera]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>
		<category><![CDATA[Sony]]></category>
		<category><![CDATA[Sony Cybershot TX5]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2343</guid>
		<description><![CDATA[รีวิวตัวนี้เขียนไว้เล่นๆ ประมาณเดือนที่แล้ว เรียกว่าดองไปเดือนนึงเต็มๆ กว่าจะได้เอามาลง :p สำหรับคนที่อยากจะหากล้อง digital compact ไว้ใช้งานสักตัวนึงไว้เก็บภาพประทับใจเมื่อไปเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือครอบครัวนับว่าเป็นเรื่องลำบากใจไม่ใช่น้อยเพราะปัจจุบันกล้องดิจิตอลมีมากมายร้อยพ่อพันแม่ แต่ละยี่ห้อก็มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไปเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน สำหรับบทความนี้จะนำกล้องตัวหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากอย่าง Sony Cybershot TX5 มาทำการทดสอบให้ชมกัน จะได้หายลังเลใจกันไปข้าง Sony Cybershot TX5 เป็นกล้องดิจิตอลคอมแพ็คตัวล่าสุดจากทาง Sony ที่เปิดตัวด้วยความสามารถเด่นๆ ที่ฉีกแนวรุ่นพี่รุ่นใดๆ ก่อนหน้านี้มาก่อนคือความสามารถในการกันน้ำ กันฝุ่น กันกระแทก เรียกว่าออกแบบมาสำหรับการถ่ายภาพในทุกสภาพอากาศ ก่อนอื่นมาดูสเปคโดยรวมของตัวเครื่องกันก่อนเลย ชนิดกล้อง: กล้องพกพา ขนาด: 94 x 57 x 18 มิลลิเมตร ความละเอียด: 10.2 ล้านพิกเซล (3648 x 2736) อัตราส่วนภาพ: 4:3 (ทั่วไป), 16:9 (จอกว้าง) ทางยาวโฟกัส: 25mm – 112mm (4.5x) F-Stop: [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/cybershot-tx5-review-techblog.jpg" rel="lightbox[2343]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2355" title="cybershot-tx5-review-techblog" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/cybershot-tx5-review-techblog.jpg" alt="cybershot tx5 review techblog Review: Sony Cybershot TX5" width="600" height="310" /></a></p>
<p>รีวิวตัวนี้เขียนไว้เล่นๆ ประมาณเดือนที่แล้ว เรียกว่าดองไปเดือนนึงเต็มๆ กว่าจะได้เอามาลง :p</p>
<p>สำหรับคนที่อยากจะหากล้อง digital compact ไว้ใช้งานสักตัวนึงไว้เก็บภาพประทับใจเมื่อไปเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือครอบครัวนับว่าเป็นเรื่องลำบากใจไม่ใช่น้อยเพราะปัจจุบันกล้องดิจิตอลมีมากมายร้อยพ่อพันแม่ แต่ละยี่ห้อก็มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไปเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน สำหรับบทความนี้จะนำกล้องตัวหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากอย่าง Sony Cybershot TX5 มาทำการทดสอบให้ชมกัน จะได้หายลังเลใจกันไปข้าง<span id="more-2343"></span></p>
<p>Sony Cybershot TX5 เป็นกล้องดิจิตอลคอมแพ็คตัวล่าสุดจากทาง Sony ที่เปิดตัวด้วยความสามารถเด่นๆ  ที่ฉีกแนวรุ่นพี่รุ่นใดๆ ก่อนหน้านี้มาก่อนคือความสามารถในการกันน้ำ กันฝุ่น กันกระแทก เรียกว่าออกแบบมาสำหรับการถ่ายภาพในทุกสภาพอากาศ ก่อนอื่นมาดูสเปคโดยรวมของตัวเครื่องกันก่อนเลย</p>
<ul>
<li>ชนิดกล้อง: กล้องพกพา</li>
<li>ขนาด: 94 x 57 x 18 มิลลิเมตร</li>
<li>ความละเอียด: 10.2 ล้านพิกเซล (3648 x 2736)</li>
<li>อัตราส่วนภาพ: 4:3 (ทั่วไป), 16:9 (จอกว้าง)</li>
<li>ทางยาวโฟกัส: 25mm – 112mm (4.5x)</li>
<li>F-Stop: F3.5 – 6.3</li>
<li>ISO: อัตโนมัติ, 125-3200</li>
<li>ระยะโฟกัสใกล้สุดในโหมดปกติ: 50 เซนติเมตร</li>
<li>ระยะโฟกัสใกล้สุดในโหมดมาโคร: 1 เซนติเมตร</li>
<li>ความละเอียดในโหมดวิดีโอ: 1280 x 720 (30 เฟรมต่อวินาที) , 640 x 480 (30 เฟรมต่อวินาที)</li>
<li>หน่วยความจำ: SD Card, Memory Stick</li>
<li>จอ LCD: 3 นิ้ว (จำนวนจุดภายในหน้าจอ 230,000 จุด)</li>
</ul>
<h3><em><strong>รอบๆ เครื่อง</strong></em></h3>
<div id="attachment_2344" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/tx-5-front-closed.jpg" rel="lightbox[2343]"><img class="size-full wp-image-2344" title="tx-5-front-closed" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/tx-5-front-closed.jpg" alt="tx 5 front closed Review: Sony Cybershot TX5" width="600" height="244" /></a><p class="wp-caption-text">ด้านหน้า แวววาวเป็นประกาย</p></div>
<div id="attachment_2345" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/tx-5-opened.jpg" rel="lightbox[2343]"><img class="size-full wp-image-2345" title="tx-5-opened" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/tx-5-opened.jpg" alt="tx 5 opened Review: Sony Cybershot TX5" width="600" height="310" /></a><p class="wp-caption-text">เลนส์ แฟลช ไฟช่วยโฟกัส มาครบ</p></div>
<p>เริ่มกันด้วยที่ด้านหน้า สำหรับตัวที่ผมได้มาทดสอบคือสีแดง ด้านหน้ามีส่วนป้องกันที่ทำด้วยอลูมิเนียม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของซีรี่ส์ TX มาตั้งแต่ตัวแรก เมื่อสไลด์ลงมาด้านล่างก็จะพบกับรายละเอียดของเลนส์ที่ใช้ในกล้องรุ่นนี้พิมพ์แปะไว้คือได้ชิ้นเลนส์จาก Carl Zeiss เจ้าประจำที่สามารถถ่ายในมุมกว้างได้สูงสุดที่ 25mm และสามารถซูมได้สูงสุดประมาณ 112mm (4.5X) และมีไฟแฟลช ช่องไมโครโฟน และไฟช่วยโฟกัสอยู่ด้วย</p>
<div id="attachment_2346" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/tx-5-back.jpg" rel="lightbox[2343]"><img class="size-full wp-image-2346" title="tx-5-back" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/tx-5-back.jpg" alt="tx 5 back Review: Sony Cybershot TX5" width="600" height="269" /></a><p class="wp-caption-text">หน้าจอสั่งงานของ Sony Cybershot  TX5</p></div>
<p>ด้านหลังไม่มีอะไรเลยนอกจากหน้าจอสัมผัสขนาด 3.0 นิ้วที่อยากจะสั่งงานอะไรก็จิ้มเอาได้ทันที</p>
<div id="attachment_2347" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/tx-5-top.jpg" rel="lightbox[2343]"><img class="size-full wp-image-2347" title="tx-5-top" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/tx-5-top.jpg" alt="tx 5 top Review: Sony Cybershot TX5" width="600" height="400" /></a><p class="wp-caption-text">ด้านบนของ Sony Cybershot TX5</p></div>
<p>เมื่อพลิกมาดูด้านบนก็จะพบกับสวิทช์เปิด-ปิด ปุ่มชัตเตอร์ รวมถึงปุ่มโยกซูมเข้าซูมออก และมีปุ่มที่เอาไว้ชมภาพอยู่ใกล้ๆ กันด้วย สิ่งที่สะดุดตามีอักษรพิมพ์ไว้ตัวเบ้อเริ่มเลยว่า Waterproof 3.0m/10ft ที่เป็นจุดเด่นที่สุดของกล้องรุ่นนี้ คือสามารถกันน้ำได้ในระดับความลึก 3 เมตรนั่นเอง</p>
<div id="attachment_2348" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/tx5-bottom-3.jpg" rel="lightbox[2343]"><img class="size-full wp-image-2348" title="tx5-bottom-3" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/tx5-bottom-3.jpg" alt="tx5 bottom 3 Review: Sony Cybershot TX5" width="600" height="400" /></a><p class="wp-caption-text">ด้านล่างมาพร้อมซีลกันน้ำสำหรับช่องใส่หน่วยความจำ และพอร์ทเชื่อมต่อ</p></div>
<p>สำหรับจุดเด่นที่อยากให้ดูคือด้านล่างของตัวเครื่องครับที่เป็นฝาปิดช่องใส่แบตเตอรีและการ์ดหน่วยความจำ รุ่นนี้สามารถใส่ได้ทั้ง SD Card และ Memory Stick ใครอยากใส่แบบไหนก็ตามสบายเลย และใกล้ๆ กันจะมีฝาปิดพอร์ทเชื่อมต่อเข้ากับโทรทัศน์ด้วย (ในกล่องจะมีสายแยกต่างหากให้) ซึ่งจะถูกฝาปิดแบตฯ ทับไว้อีกครั้งหนึ่งเพื่อความแน่นหนา โดยที่ฝาทั้งสองอันนี้มีส่วนที่สำคัญมากๆ อยู่คือซีลยางกันน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้ามาภายในกล้องซึ่งผู้ใช้งานอาจจะเข้าได้หากปิดฝาไม่สนิทหรือไม่ถูกต้องแล้วดันเอาไปลงน้ำ แบบนี้กล้องกลับบ้านเก่าแน่นอน</p>
<h3><em><strong>คุณภาพบอดี้</strong></em></h3>
<p>เรื่องคุณภาพการประกอบผมสำหรับกล้องที่ออกแบบมาเพื่อความ “ถึก” เรื่องนี้ผมต้องยกนิ้วให้จริงๆ ตัวบอดี้ดูแน่นไม่สั่นคลอนอะไรทั้งสิ้น หยิบจับได้อย่างมั่นใจเรียกว่ามั่นใจได้ว่ามันไม่บุบสลายง่ายๆ แน่นอน หากเผลอทำหล่นหรือนั่งทับ มั่นใจได้เลยครับท่าน (แต่ผมไม่ได้ให้เอาไปนั่งทับนะ :p)</p>
<h3><em><strong>การใช้งาน</strong></em></h3>
<p>การเปิดกล้องเพื่อใช้งานสามารถทำได้สองแบบคือเลื่อนฝาสไลด์ด้านหน้า กับกดปุ่มเปิดด้านบน แน่นอนว่าการใช้งานส่วนใหญ่คือสไลด์ฝาหน้า เพราะยังไงเราก็ต้องสไลด์อยู่ดีครับ ส่วนปุ่มด้านบนดูๆ เหมือนเหมาะกับเปิดเครื่องเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ เช่นการดูภาพ พวกนี้เสียมากกว่า แน่นอนว่าสไลด์มาแล้วสามารถถ่ายภาพได้ทันทีโดยใช้เวลาสตาร์ทเครื่องเพียง 2 วินาทีเท่านั้นก็สามารถถ่ายภาพได้ทันที ถือว่ารวดเร็วทีเดียวครับ</p>
<div id="attachment_2349" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/back.jpg" rel="lightbox[2343]"><img class="size-full wp-image-2349" title="back" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/back.jpg" alt="back Review: Sony Cybershot TX5" width="600" height="400" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพหน้าจอขณะใช้งาน</p></div>
<p>หน้าจอหลักก็จะมีส่วนที่เราใช้งานบ่อยๆ ไม่กี่เมนูดังภาพด้านบน (ในภาพเป็นโหมดถ่ายภาพทิวทัศน์) สำหรับเมนูด้านซ้ายก็จะมีลูกเล่น การเปิด-ปิดแฟลช การตั้งเวลา (สามารถตั้งให้ถ่ายตัวเองเมื่อมีใบหน้าอยู่ในกรอบได้ด้วย)  การถ่ายภาพต่อเนื่อง (ได้สูงสุดสิบภาพต่อเนื่อง ส่วนความเร็วก็เลือกเอาในเมนูอีกที) เลือกขนาดภาพที่ต้องการถ่าย ส่วนด้านขวาก็จะเป็นข้อมูลต่างๆ และเมนูเลือกโหมดการถ่ายภาพ และรีวิว ตามลำดับ<br />
การสั่งงานสำหรับกล้องตัวนี้ คือ <strong>“จิ้ม”</strong> ครับ เมนูต่างๆ ทำงานได้รวดเร็วดี อาจมีหน่วงนิ๊ดดดหน่อยๆ แต่ไม่ใช่ปัญหาอะไรครับ สำหรับผมถือว่าดูดีเลยละสำหรับเมนูกล้องดิจิตอล อักษรสวย ภาพไม่แตก น่าใช้ทีเดียว ความไวในการตอบสนองของหน้าจอก็รวดเร็วดีครับ ไม่ต้องออกแรงกดจอแรงๆ แต่อย่างใด</p>
<p>โหมดที่ผมคิดว่าผู้ใช้ส่วนมากใช้คือโหมดอัจฉริยะที่กล้องตัวนี้ติดมาให้เป็นค่าเริ่มต้นเลยโดยหน้าที่ของมันหลักๆ คือการใช้การคำนวณของกล้องพิจารณาเอาเองว่าสิ่งที่เราถ่ายเหมาะกับที่จะถ่ายด้วยโหมดอะไร สำหรับผมเองถือว่าโหมดนี้เป็นโหมดที่ช่วยผู้ใช้งานได้มากจริงๆ เพราะโหมดนี้เป็นโหมดที่เรียกได้ว่าเป็นแบบ full auto หน้าที่ของท่านๆ คือ<strong>การเล็งไป และกดชัตเตอร์</strong> เท่านั้นครับ ท่านก็จะได้ภาพสวยๆ กลับมาชนิดไม่ต้องปวดขมองกับการตั้งค่าของกล้อง (เว้นแต่ท่านอยากเปิดหรือปิดแฟลช อันนี้ก็จิ้มไปเปิดเองได้ตามใจชอบ) สำหรับท่านที่ดื้อ ไม่เชื่อกล้องก็สามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ได้เองพอสมควร รวมถึงสามารถเลือกจุดโฟกัสได้ด้วย เพียงแค่ท่านจิ้มจุดที่ต้องการโฟกัสบนหน้าจอเท่านั้น!!! ลูกเล่นนี้ผมว่าสำหรับคนชอบถ่ายมาโครน่าจะถูกใจครับ ส่วนการโฟกัสของกล้องโดยรวมก็รวดเร็วดีในสภาพแสงปกติ ถึงแสงน้อยก็ยังทำได้ดีไม่วืดวาดจนน่าหงุดหงิดแต่ประการใด สำหรับท่านที่คิดว่าหน้าจอด้านบนยังดูยุ่บยับไม่เข้าใจ กล้องตัวนี้ยังมี easy mode ที่เป็นโหมดง่ายสุดๆ สมชื่อ โหมดนี้ตัวหนังสือจะใหญ่ขึ้นเพื่อให้อ่านง่าย และตัดลูกเล่นที่ซับซ้อนออกไปหมด เหมาะสำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กๆ ที่ไม่อาจจะไม่ค่อยได้ติดตามเทคโนโลยีและอยากได้อะไรที่เข้าใจง่ายๆ ใช้งานได้ง่ายขึ้นครับ</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีโหมดที่น่าสนใจอีกตัวนึงคือโหมด HDR (High Dynamic Range) ที่กล้องใหม่ๆ แทบทุกรุ่นมีโหมดนี้ติดมาให้ ก่อนอื่นเกริ่นกันก่อนว่า HDR คือการถ่ายภาพที่เก็บรายละเอียดทั้งส่วนสว่างและส่วนมืดมาทั้งหมด โดยใช้หลักการนำภาพสองภาพที่มีความสว่างต่างกันเข้ามารวมกัน สำหรับโหมดนี้ถือว่าใช้งานได้ดีและสะดวกสำหรับคนรักภาพสไตล์นี้ครับ โปรเซสให้เสร็จสรรพภายในกล้อง รวดเร็วดีมิใช่เล่น</p>
<p>อีกโหมดที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Sweep Panorama ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Cybershot มาหลายรุ่นแล้ว โหมดนี้เป็นโหมดพาโนรามาที่ใช้งานง่ายจริงๆ หรือจะเรียกว่าง่ายที่สุดตั้งแต่ผมถ่ายภาพพาโนรามาเลยทีเดียว หน้าที่ของท่านในการที่จะได้ภาพพาโนรามาสักภาพคือ ปรับไปที่โหมดนี้ กดชัตเตอร์ แล้วลากมือไปด้านขวาช้าๆ แค่นั้นครับ แล้วท่านจะได้ภาพพาโนรามาสมใจอยาก ไม่ต้องเล็งให้ตรงกรอบ หรือไปต่อในโปรแกรมแต่งภาพให้ปวดขมองและเสียเวลา</p>
<p>ต่อกันด้วยเรื่องโหมดถ่ายวิดีโอ โหมดที่น่าสนใจอีกโหมดนึง กล้องตัวนี้สามารถถ่ายได้ในความละเอียดที่ 1280 x 720 ที่ 30 เฟรมต่อวินาที สามารถซูมเข้าซูมออกระหว่างถ่ายวิดีโอได้ด้วยครับ เรื่องคุณภาพเดี๋ยวผมจะแจงให้อ่านกันในภายหลัง</p>
<h3><em><strong>คุณสมบัติในการกันน้ำ</strong></em></h3>
<p>หนึ่งในคุณสมบัติสี่อย่าง (อีกสามอย่างคือ กันฝุ่น กันกระแทก กันความเย็น) ที่ทุกคนอยากทราบ ว่าทำงานได้ดีรึเปล่า ผมได้เอากล้องลงไปเล่นน้ำกับเขาด้วย ก่อนลงก็เช็คให้แน่นอนก่อนว่าปิดฝาใส่แบตฯแน่นดีแล้ว (หากปิดไม่แน่น เวลาเปิดเครื่องจะมีข้อความเตือนให้ทราบ) หลังจากนั้นก็เอาลงน้ำได้เลย ผมบอกได้คร่าวๆ ว่ากล้องตัวนี้เหมาะกับคนที่อยากถ่ายภาพใต้น้ำในระดับที่ไม่ลึกมาก ตามสเปคคือได้ 3 เมตรต่อเนื่องเป็นเวลา 60 นาที ก็ถือว่าทำงานได้ดีครับ ได้ประสบการณ์การถ่ายภาพไปอีกแบบที่กล้องส่วนมากให้ไม่ได้ครับ แถมไม่ต้องซื้อเฮาส์ซิ่งกันน้ำที่มีราคาแพงด้วย ส่วนเรื่องกันฝุ่นกันกระแทกตามสเปคคือหล่นได้ไม่เกิน 1.5 เมตร ผมเองก็คงทดสอบให้ไม่ได้นะครับเรื่องพวกนี้ (ยกเว้นทางนู้นจะให้ผมมายำสักเครื่อง :p) แต่ดูจากบอดี้ มั่นใจได้ว่า “ถึก” แน่นอน</p>
<h3><em><strong>คุณภาพไฟล์</strong></em></h3>
<p>เมื่อเทียบกับคุณภาพกับกล้องคอมแพ็คด้วยกัน รุ่นนี้ต้องบอกว่าทำได้ดีพอสมควร แสงแรงๆ นี่ภาพจัดว่าสวยเลยไม่ต้องห่วงอะไร เรื่องที่น่าจะสนใจกันมากก็คือการถ่ายภาพในที่แสงน้อยๆ เสียมากกว่า สำหรับกล้องรุ่นนี้สามารถเร่ง ISO ได้สูงสุดที่ 3200 แต่ภาพที่ผมให้คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้คือที่ระดับ ISO 1600 ครับ สำหรับพลังของเซ็นเซอร์ Exmor R ในรุ่นนี้ก็ถือว่าช่วยลด noise ได้ไม่น้อยเมื่อเทียบกับกล้องระดับเดียวกัน</p>
<p>เรื่องของวิดีโอ ผมทดสอบถ่ายที่ความละเอียดระดับ 720p ไมค์ก็ถือว่าดูดเสียงได้ดี เรียกว่าพูดเบาๆ ก็ได้ยินอยู่ บิตเรตของวิดีโอเฉลี่ยๆ แล้วอยู่ที่ 9.1 Mbps ถือว่าเยอะเหลือเฟือครับ เรื่องเสียงก็มาแบบโมโน บิตเรตที่ 64k ครับ</p>
<h3><em><strong>ระยะเวลาการใช้งาน</strong></em></h3>
<p>ผมจับกล้องตัวนี้ไปออกทริปวันนึงเต็มๆ ผมกดไปประมาณสองร้อยภาพ ใช้แฟลชบ้างบางส่วน (ไม่ถึงสิบห้ารูป)  แถมถ่ายวิดีโอมาอีกหกนาที ก่อนปิดกล้องแบตฯเหลืออยู่ประมาณหนึ่งขีดครับ    ซึ่งถ้าถ่ายไปต่อก็คงน่าจะได้เท่ากับที่กล้องแจ้งไว้ในคู่มือ (250 ภาพ)</p>
<h3><em><strong>ขนาดไฟล์</strong></em></h3>
<p>รูปภาพส่วนมากที่ผมถ่ายมาจะมีขนาดที่แกว่งไปมาตามแต่รายละเอียดของภาพ แต่ส่วนมากจะอยู่ที่ประมาณ 3 – 5mb ไม่เกินนี้ ผมใส่การ์ด 4GB ไปด้วยก็จะเก็บได้ประมาณเกือบห้าร้อยภาพโดยเฉลี่ย ส่วนวิดีโอจะถ่ายได้ประมาณ 56 นาที ผมปัดให้แบบกลมๆ คือหากถ่ายวิดีโอด้วยกล้องตัวนี้หนึ่งนาที จะกินพื้นที่ไปประมาณ 60 MB เฉลี่ยอยู่ที่ 1 วินาทีต่อ 1 MB นั่นแล</p>
<h3><em><strong>ภาพตัวอย่าง</strong></em></h3>
<div id="attachment_2351" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/DSC00775.jpg" rel="lightbox[2343]"><img class="size-full wp-image-2351" title="DSC00775" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/DSC00775.jpg" alt="DSC00775 Review: Sony Cybershot TX5" width="600" height="400" /></a><p class="wp-caption-text">25mm @ 1/640s, F4.5, ISO 125</p></div>
<div id="attachment_2350" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/DSC00637.jpg" rel="lightbox[2343]"><img class="size-full wp-image-2350" title="DSC00637" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/05/DSC00637.jpg" alt="DSC00637 Review: Sony Cybershot TX5" width="600" height="450" /></a><p class="wp-caption-text"> 45mm @ 1/6s , F4.0, ISO 1600</p></div>
<h3><em><strong>บทสรุป</strong></em></h3>
<p>ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผมได้ทดสอบกล้องตัวนี้ถือว่าประทับใจตั้งแต่คุณภาพการประกอบ คุณสมบัติการกันน้ำที่ใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพ วัสดุบอดี้ที่มีคุณภาพสูง การใช้งานที่เรียกว่าง่ายดายมาก โหมดเดียวเที่ยวทั่วไทยได้สบายๆ รูปแบบเมนูที่อ่านง่ายและใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วดี สำหรับผู้ที่มองหากล้องดีๆ สักตัวที่จะทำหน้าที่เก็บภาพประทับใจต่างๆ และดูถึกและทน Sony Cybershot TX5 เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่งครับ</p>
<p><strong>ประทับใจ</strong></p>
<ul>
<li> <span style="color: #99cc00;">คุณภาพบอดี้และการประกอบ</span></li>
<li><span style="color: #99cc00;">เล็ก และบาง</span></li>
<li><span style="color: #99cc00;">ถึก ทนไม้ทนมือ (ตรงนี้ผมชอบจริงๆ นะเออ)</span></li>
<li><span style="color: #99cc00;">กันน้ำ กันฝุ่น กันกระแทก</span></li>
<li><span style="color: #99cc00;">ภาพสวย</span></li>
<li><span style="color: #99cc00;">ใช้งานง่ายดั่งปอกกล้วย</span></li>
<li><span style="color: #99cc00;">โหมดพาโนรามา ใช้งานง่ายมากๆ ขอบอก (แค่ลากมือ)</span></li>
</ul>
<p><strong>ข้อสังเกต</strong></p>
<ul>
<li> <span style="color: #ff0000;">ไม่มีสายคล้องคอเวลาถ่ายภาพใต้น้ำ</span></li>
<li><span style="color: #ff0000;">หน้าจอด้านหลังพลาสติกมันวาว เป็นรอยนิ้วมือได้ง่าย</span></li>
<li><span style="color: #ff0000;">ขณะใช้งานนิ้วอาจเผลอไปโดนหน้าจอสั่งงานได้บางโอกาส</span></li>
</ul>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F05%2F13%2Fsony-cybershot-tx5-review%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/05/13/sony-cybershot-tx5-review/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

