<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Techblog &#187; Post Processing</title>
	<atom:link href="http://www.techblog.in.th/tag/post-processing/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.techblog.in.th</link>
	<description>The Technology Notes</description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 17:41:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>รูปภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2009/12/19/26-gigapixels-image-the-new-world-record/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2009/12/19/26-gigapixels-image-the-new-world-record/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Dec 2009 01:10:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photography - Other]]></category>
		<category><![CDATA[Gigapixel]]></category>
		<category><![CDATA[Post Processing]]></category>
		<category><![CDATA[World Record]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=1592</guid>
		<description><![CDATA[รูปภาพที่ออกมาจากกล้องรุ่นใหม่ๆ จะว่าใหญ่ก็ใหญ่แล้ว แต่จะเป็นอย่างไรกันละหากภาพที่เราอยากจะดูมีขนาดถึงระดับ gigapixel ซึ่ง gigapixel นี่ถือว่าเป็นรูปแบบของการโปรเซสภาพในรูปแบบหนึ่ง ที่นำรูปภาพเล็กๆ จำนวนมากเข้ามารวมกัน และนี่คือสถิติใหม่ของภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ โดยมีขนาดสูงถึง 26 gigapixel ถูกถ่ายในเมือง Dresden ประเทศเยอรมันนี ซึ่งสถิติใหม่นี้ถือว่าทำได้สูงกว่าของเก่าที่ถ่ายในอุทยานแห่งชาติ Yoshimite ประเทศสหรัฐอเมริกา แบบชนิดขาดลอย สำหรับเทคนิคการถ่ายภาพนี้ ผู้ถ่ายคือบริษัท A.F.B. media ของประเทศเยอรมันนีได้ใช้กล้อง Canon EOS 5D Mark II พร้อมเลนส์เทเลโฟโต้ขนาด 400 มิลลิเมตรถ่ายภาพจากบนดาดฟ้าโดยใช้อุปกรณ์พิเศษคล้ายหุ่นยนต์ในการขยับกล้อง ซึ่งจำนวนภาพทั้งหมดคือ 1653 ภาพ (แต่ละภาพขนาด 21.4 ล้านพิกเซล) ใช้เวลาในการถ่ายภาพเกือบสี่ชั่วโมง หลังจากนั้นก็นำภาพทั้งหมดมาทำการรวมภายในคอมพิวเตอร์สเปคแรม 48 กิ๊กกะไบต์และซีพียู 16 หัว ซึ่งคอมพิวเตอร์นั้นจะต้องประมวลภาพ raw ที่ถ่ายมาทั้งหมดขนาดก็รวมๆ ประมาณ 102 กิ๊กกะไบต์ โดยใช้เวลาในการโปรเซสรวมแล้วทั้งสิ้น 94 ชั่วโมงจึงจะเสร็จการโปรเซส ภาพที่เสร็จสมบูรณ์นั้นมีขนาดอยู่ที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/dresden_26_gigapixel.jpg" rel="lightbox[1592]"><img class="alignnone size-full wp-image-1593" title="dresden_26_gigapixel" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/dresden_26_gigapixel.jpg" alt="dresden 26 gigapixel รูปภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก" width="500" height="147" /></a></p>
<p>รูปภาพที่ออกมาจากกล้องรุ่นใหม่ๆ จะว่าใหญ่ก็ใหญ่แล้ว แต่จะเป็นอย่างไรกันละหากภาพที่เราอยากจะดูมีขนาดถึงระดับ gigapixel <span id="more-1592"></span>ซึ่ง gigapixel นี่ถือว่าเป็นรูปแบบของการโปรเซสภาพในรูปแบบหนึ่ง ที่นำรูปภาพเล็กๆ จำนวนมากเข้ามารวมกัน และนี่คือสถิติใหม่ของภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ โดยมีขนาดสูงถึง 26 gigapixel ถูกถ่ายในเมือง Dresden ประเทศเยอรมันนี ซึ่งสถิติใหม่นี้ถือว่าทำได้สูงกว่าของเก่าที่<a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.yosemite-17-gigapixels.com/">ถ่ายในอุทยานแห่งชาติ Yoshimite ประเทศสหรัฐอเมริกา</a> แบบชนิดขาดลอย</p>
<p>สำหรับเทคนิคการถ่ายภาพนี้ ผู้ถ่ายคือบริษัท A.F.B. media ของประเทศเยอรมันนีได้ใช้กล้อง Canon EOS 5D Mark II พร้อมเลนส์เทเลโฟโต้ขนาด 400 มิลลิเมตรถ่ายภาพจากบนดาดฟ้าโดยใช้อุปกรณ์พิเศษคล้ายหุ่นยนต์ในการขยับกล้อง ซึ่งจำนวนภาพทั้งหมดคือ 1653 ภาพ (แต่ละภาพขนาด 21.4 ล้านพิกเซล) ใช้เวลาในการถ่ายภาพเกือบสี่ชั่วโมง หลังจากนั้นก็นำภาพทั้งหมดมาทำการรวมภายในคอมพิวเตอร์สเปคแรม 48 กิ๊กกะไบต์และซีพียู 16 หัว ซึ่งคอมพิวเตอร์นั้นจะต้องประมวลภาพ raw ที่ถ่ายมาทั้งหมดขนาดก็รวมๆ ประมาณ 102 กิ๊กกะไบต์ โดยใช้เวลาในการโปรเซสรวมแล้วทั้งสิ้น 94 ชั่วโมงจึงจะเสร็จการโปรเซส</p>
<p>ภาพที่เสร็จสมบูรณ์นั้นมีขนาดอยู่ที่ 297,500 * 87,500 พิกเซล แน่นอนว่าสามารถซูมได้ถึงระดับแทบจะรูขุมขนของภาพ ใครสนใจเข้าไปชมได้จากลิงก์ด้านล่างครับ</p>
<h2><a rel="nofollow" target="_blank" title="26 Gigapixels Image" href="http://www.dresden-26-gigapixels.com/dresden26GP">- 26 gigapixels image taken in Dresden, Germany (new world record)</a></h2>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2009%2F12%2F19%2F26-gigapixels-image-the-new-world-record%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2009/12/19/26-gigapixels-image-the-new-world-record/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Photography Notes: #2 การย่อรูปใน Photoshop</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2009/12/13/photography-notes-2-resizing-image-in-photoshop/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2009/12/13/photography-notes-2-resizing-image-in-photoshop/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2009 05:43:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photography - Other]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Photography Notes]]></category>
		<category><![CDATA[Post Processing]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=1545</guid>
		<description><![CDATA[หลากหลายคนคงจะมึนงง กับสารพัดวิธีการย่อรูปใน Photoshop เนื่องจากมีหลายหลายวิธีเหลือเกินในการย่อภาพ ในตอนนี้ผมจะนำวิธีการย่อรูปในแบบลักษณะหนึ่งมาเปรียบเทียบให้ดูกันครับ นั่นก็คือการย่อรูปโดยใช้คำสั่ง Image Size (CTRL + I) ใน Photoshop นั่นเอง แต่ว่า! มีสิ่งที่ควรคำนึงเพิ่มเติมด้วย ลองดูหน้าต่างด้านล่างครับ ลองดูในหัวข้อการ resampling ด้านล่าง จะมีออพชั่นให้เลือกทั้งหมดสี่ตัว ซึ่งค่าเดิมๆ มันจะตั้งไว้ที่ Bicubic ด้านท้ายมีวงเล็บบอกไว้ว่า best for smooth gradients หมายความว่ามันเหมาะสำหรับการใช้งานกับภาพประเภทที่มีการไล่สีจากสีหนึ่งไปอีกสีหนึ่ง แต่ผมเอามาย่อรูปถ่าย ซึ่งวิธีการที่ผมแนะนำคือเลือกการย่อแบบ Bicubic Sharper วิธีการนี้จะเป็นการย่อหนึ่งครั้ง แล้วตัวโปรแกรมก็จะ sharpen ให้โดยอัตโนมัติอีกหนึ่งครั้งครับ สำหรับผมถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด แต่มันก็มีข้อแม้อยู่เหมือนกันนะครับ การย่อแบบ Bicubic Sharper นี่จะไม่ได้ Sharpen คืนให้ตามอัตราส่วนที่เราย่อรูปไป อย่างเช่นหากเราย่อจาก 3000*2000 pixel เหลือแค่ 1500*1000 pixel ภายในแค่ครั้งเดียว มันจะไม่ได้ sharpen [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/Photography-Notes-Banner-2.jpg" rel="lightbox[1545]"><img class="alignnone size-full wp-image-1551" title="Photography-Notes-Banner-2" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/Photography-Notes-Banner-2.jpg" alt="Photography Notes Banner 2 Photography Notes: #2 การย่อรูปใน Photoshop" width="500" height="300" /></a></p>
<p>หลากหลายคนคงจะมึนงง กับสารพัดวิธีการย่อรูปใน Photoshop เนื่องจากมีหลายหลายวิธีเหลือเกินในการย่อภาพ ในตอนนี้ผมจะนำวิธีการย่อรูปในแบบลักษณะหนึ่งมาเปรียบเทียบให้ดูกันครับ<span id="more-1545"></span> นั่นก็คือการย่อรูปโดยใช้คำสั่ง Image Size (CTRL + I) ใน Photoshop นั่นเอง แต่ว่า! มีสิ่งที่ควรคำนึงเพิ่มเติมด้วย ลองดูหน้าต่างด้านล่างครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/resize_000.jpg" rel="lightbox[1545]"><img class="alignnone size-full wp-image-1548" title="resize_000" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/resize_000.jpg" alt="resize 000 Photography Notes: #2 การย่อรูปใน Photoshop" width="426" height="429" /></a></p>
<p style="text-align: left;">ลองดูในหัวข้อการ resampling ด้านล่าง จะมีออพชั่นให้เลือกทั้งหมดสี่ตัว ซึ่งค่าเดิมๆ มันจะตั้งไว้ที่ Bicubic ด้านท้ายมีวงเล็บบอกไว้ว่า best for smooth gradients หมายความว่ามันเหมาะสำหรับการใช้งานกับภาพประเภทที่มีการไล่สีจากสีหนึ่งไปอีกสีหนึ่ง แต่ผมเอามาย่อรูปถ่าย ซึ่งวิธีการที่ผมแนะนำคือเลือกการย่อแบบ Bicubic Sharper วิธีการนี้จะเป็นการย่อหนึ่งครั้ง แล้วตัวโปรแกรมก็จะ sharpen ให้โดยอัตโนมัติอีกหนึ่งครั้งครับ สำหรับผมถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด</p>
<p style="text-align: left;">แต่มันก็มีข้อแม้อยู่เหมือนกันนะครับ การย่อแบบ Bicubic Sharper นี่จะไม่ได้ Sharpen คืนให้ตามอัตราส่วนที่เราย่อรูปไป อย่างเช่นหากเราย่อจาก 3000*2000 pixel เหลือแค่ 1500*1000 pixel ภายในแค่ครั้งเดียว มันจะไม่ได้ sharpen ให้มากขึ้นตามที่เราย่อไป ซึ่งก็หมายความว่าการ sharpen ของตัวโปรแกรมนี่จะเป็นค่าคงที่ค่าหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ ลองดูการเปรียบเทียบได้จากด้านล่างเลยครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/bicubic_3times.jpg" rel="lightbox[1545]"><img class="alignnone size-full wp-image-1546" title="bicubic_3times" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/bicubic_3times.jpg" alt="bicubic 3times Photography Notes: #2 การย่อรูปใน Photoshop" width="387" height="217" /></a></p>
<p style="text-align: center;">ภาพนี้ย่อด้วยวิธีการแบบ bicubic sharper จำนวน 3 ครั้ง (ผมย่อประมาณครั้งละ 1000 pixel)</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/bicubic_7times.jpg" rel="lightbox[1545]"><img class="alignnone size-full wp-image-1547" title="bicubic_7times" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/bicubic_7times.jpg" alt="bicubic 7times Photography Notes: #2 การย่อรูปใน Photoshop" width="387" height="217" /></a></p>
<p style="text-align: center;">ส่วนภาพนี้ย่อด้วยคำสั่ง bicubic sharper เป็นจำนวน 7 ครั้ง (ครั้งละประมาณ 500 pixel)</p>
<p style="text-align: left;">หากสังเกตดีๆ จะมองเห็นความแตกต่างของสองภาพนี้ในด้านความคมชัดครับ ภาพด้านล่างจะคมกว่านิดหน่อย ซึ่งการย่อแบบนี้ผมแนะนำให้ย่อประมาณ 4-5 ครั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับภาพที่เราเอามาย่อด้วย หากย่อมากจนเกิด halo effect เกินงามก็ถือว่าต้องปรับเปลี่ยนกันครับ</p>
<p style="text-align: left;">จริงๆ วิธีนี้เป็นหนึ่งวิธีสำหรับคนที่ขี้เกียจมาย่อแล้ว USM (Unsharp Mask) อีกรอบนึง ก็ใช้วิธีการย่อแบบนี้ได้เลย ก็จะได้ความคมในระดับนึงครับ วิธีการย่อแบบไหนที่เหมาะสม ก็ขึ้นอยู่กับคุณๆ แล้วละครับ แต่สำหรับผมแล้วผมจะย่อแบบนี้เป็นหลัก ผมเห็นหลายคนใช้วิธีการย่อแบบ Bicubic ธรรมดา แล้ว USM ทีหลังก็มีครับ ลองหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณดูครับ</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2009%2F12%2F13%2Fphotography-notes-2-resizing-image-in-photoshop%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2009/12/13/photography-notes-2-resizing-image-in-photoshop/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Photography Notes: #1 ว่าด้วยเรื่องของไฟล์ RAW</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2009/12/03/photography-notes-1-about-raw-file/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2009/12/03/photography-notes-1-about-raw-file/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Dec 2009 13:41:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photography - Other]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Format]]></category>
		<category><![CDATA[Photography Notes]]></category>
		<category><![CDATA[Post Processing]]></category>
		<category><![CDATA[Raw]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=1465</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้เป็นบทความที่ผมตั้งใจจะให้มันเป็นซีรี่ส์ยาวๆ เหมือนกับว่าผมอยากจะเขียนอะไรก็เขียน (เอาแต่ใจจริงๆ -*-) เนื่องจากหมวดเทคนิคการถ่ายภาพมันนิ่งมานานแล้ว อีกอย่างเป็นการทวนความจำของผมไปในตัวด้วย ^^ เดี๋ยวนี้กล้องดิจิตอลหลายๆ รุ่นจะรองรับการเซฟภาพด้วยฟอร์แมตคือ jpeg ซึ่งจะมีให้เลือกปรับในกล้องกันหลายความละเอียด ตั้งแต่แบบเล็กสุดๆ จนถึงขนาดสูงสุดที่กล้องจะมีให้ และจะมีไฟล์อีกประเภทหนึ่งคือฟอร์แมต raw ที่กล้องรุ่นใหม่ๆ จะมีให้เลือกปรับ โดยเฉพาะกล้อง DSLR รุ่นแรกๆ จนถึงปัจจุบัน รวมถึงกล้อง compact รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันก็จะมีให้ปรับด้วย raw แค่ดูจากชื่อก็รู้กันอยู่แล้ว แปลกันห้วนๆ ก็แปลว่าดิบนั่นละ ซึ่งไฟล์ประเภทนี้ก็คือไฟล์ดิบจริงๆ ที่ได้มาจากเซ็นเซอร์ของกล้องโดยตรงโดยไม่ผ่านกระบวนการประมวลผลของกล้องมาก่อนเหมือนไฟล์ jpeg คือได้จากเซ็นเซอร์มายังไงก็เซฟลงเมมโมรี่การ์ดไปเลย นอกจากนี้ไฟล์ raw ยังเป็นไฟล์ประเภท lossless ที่แทบไม่สูญเสียข้อมูลในการบีบอัดเลย ต่างจาก jpeg ที่จะเป็นไฟล์ประเภท lossy ที่มีการลดทอนข้อมูลบางส่วนของไฟล์ออก เพื่อที่ขนาดของไฟล์นั้นจะได้ลดลง ซึ่งกระบวนการผมคงไม่กล่าวถึงในบทความนี้ ส่วนตัวแล้วผมเล่นกล้อง DSLR มาปีกว่าๆ ผมถ่ายรูปด้วยไฟล์ raw มาแทบจะตลอด (ตอนผมซื้อกล้องมาใหม่ๆ เมมโมรี่อาจจะไม่พอ สมัยนั้นอาจจะยังถ่าย jpeg [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/Photography-Notes-1-banner1.jpg" rel="lightbox[1465]"></a></p>
<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/Photography-Notes-1-banner1.jpg"></p>
<p style="text-align: center;"><img class="alignnone size-full wp-image-1467" title="Photography-Notes-1-banner" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/Photography-Notes-1-banner1.jpg" alt="Photography Notes 1 banner1 Photography Notes: #1 ว่าด้วยเรื่องของไฟล์ RAW" width="500" height="300" /></p>
<p></a></p>
<p>บทความนี้เป็นบทความที่ผมตั้งใจจะให้มันเป็นซีรี่ส์ยาวๆ เหมือนกับว่าผมอยากจะเขียนอะไรก็เขียน (เอาแต่ใจจริงๆ -*-) เนื่องจากหมวดเทคนิคการถ่ายภาพมันนิ่งมานานแล้ว อีกอย่างเป็นการทวนความจำของผมไปในตัวด้วย ^^</p>
<p>เดี๋ยวนี้กล้องดิจิตอลหลายๆ รุ่นจะรองรับการเซฟภาพด้วยฟอร์แมตคือ jpeg ซึ่งจะมีให้เลือกปรับในกล้องกันหลายความละเอียด ตั้งแต่แบบเล็กสุดๆ จนถึงขนาดสูงสุดที่กล้องจะมีให้ และจะมีไฟล์อีกประเภทหนึ่งคือฟอร์แมต raw ที่กล้องรุ่นใหม่ๆ จะมีให้เลือกปรับ<span id="more-1465"></span> โดยเฉพาะกล้อง DSLR รุ่นแรกๆ จนถึงปัจจุบัน รวมถึงกล้อง compact รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันก็จะมีให้ปรับด้วย</p>
<p style="text-align: center;">
<div id="attachment_1468" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/panasonic_lx3.jpg" rel="lightbox[1465]"><img class="size-full wp-image-1468 " title="panasonic_lx3" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/panasonic_lx3.jpg" alt="panasonic lx3 Photography Notes: #1 ว่าด้วยเรื่องของไฟล์ RAW" width="500" height="237" /></a><p class="wp-caption-text">แม้แต่กล้อง compact รุ่นใหม่ๆ ก็รองรับ raw file</p></div>
<p>raw แค่ดูจากชื่อก็รู้กันอยู่แล้ว แปลกันห้วนๆ ก็แปลว่าดิบนั่นละ ซึ่งไฟล์ประเภทนี้ก็คือไฟล์ดิบจริงๆ ที่ได้มาจากเซ็นเซอร์ของกล้องโดยตรงโดยไม่ผ่านกระบวนการประมวลผลของกล้องมาก่อนเหมือนไฟล์ jpeg คือได้จากเซ็นเซอร์มายังไงก็เซฟลงเมมโมรี่การ์ดไปเลย</p>
<p>นอกจากนี้ไฟล์ raw ยังเป็นไฟล์ประเภท lossless ที่แทบไม่สูญเสียข้อมูลในการบีบอัดเลย ต่างจาก jpeg ที่จะเป็นไฟล์ประเภท lossy ที่มีการลดทอนข้อมูลบางส่วนของไฟล์ออก เพื่อที่ขนาดของไฟล์นั้นจะได้ลดลง ซึ่งกระบวนการผมคงไม่กล่าวถึงในบทความนี้</p>
<p>ส่วนตัวแล้วผมเล่นกล้อง DSLR มาปีกว่าๆ ผมถ่ายรูปด้วยไฟล์ raw มาแทบจะตลอด (ตอนผมซื้อกล้องมาใหม่ๆ เมมโมรี่อาจจะไม่พอ สมัยนั้นอาจจะยังถ่าย jpeg อยู่) เหตุผลที่ผมใช้ฟอร์แมตนี้ก็คือมันมีข้อดีหลายอย่างเฉกเช่น</p>
<ul>
<li><strong>ไฟล์ raw เป็นไฟล์ดิบที่เราต้องนำมาโปรเซส</strong>อีกครั้ง เปรียบเหมือนดั่งพวกฟิล์มเนกาทีฟ ที่เราต้องนำมันไปล้างเสียก่อนถึงจะได้รูปตามที่ต้องการ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ raw ที่ผมเรียกว่ามันเป็นฟิล์มเนกาทีฟในยุคดิจิตอล</li>
<li>เหตุผลเนื่องจากข้อแรก ฉะนั้น<strong>ข้อมูลจะได้ตรงตามต้นฉบับทุกประการ</strong> ไม่ถูกกล้องปรุงเสริมแต่งให้เสียความละเอียดออกไป ถึงแม้ว่าจะปฏิเสธกันไม่ได้ว่ากล้องเดี๋ยวนี้มีความสามารถในการประมวลผลไฟล์ jpeg ได้ดีมาก แต่ผมว่ายังไงมันก็มีส่วนที่หายไปอยู่ดีนั่นละ</li>
<li>ไฟล์ raw <strong>มี dynamic range ที่ดีกว่า</strong>เนื่องจากรองรับความแตกต่างของสีได้มากถึง 12-14 บิท (ขึ้นอยู่กับเซ็นเซอร์กล้อง) ต่างจากไฟล์ jpeg ที่รองรับเพียง 8 บิท ซึ่งระดับความสว่างที่รองรับนี่ถือว่าต่างกันเยอะเลยครับ ระหว่าง 256 ระดับและ 4096, 16384</li>
<li>ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่อง white balance ในการถ่ายภาพ เพราะเรา<strong>สามารถปรับแต่งอุณหภูมิสี</strong>ได้ภายในตัวโปรแกรมครับ ฉะนั้นที่กล้องผมปรับ auto ไว้ตลอดโดยแทบไม่ต้องไปกังวลเรื่องนี้</li>
<li>สืบเนื่องจากความ<strong>ยืดหยุ่น</strong>ของไฟล์ ทำให้เราสามารถแก้ตัวได้หากเราถ่ายพลาดเช่นแสงอันเดอร์หรือโอเวอร์เกินไป เราสามารถดึงแสงกลับมาได้พอสมควรโดยที่ภาพไม่สูญเสียรายละเอียดมากนัก เท่าที่ผมดูนี่ดึงกลับมาแบบเซฟๆ ก็ได้ประมาณสองสตอปเลย แต่ถ้าอันไหนพลาดเกิน (โอเวอร์จัด) ก็ทำใจกับรูปเสียหน่อยละกัน แต่ยังไงดีกว่าเอาไฟล์ JPEG มาปรับแน่นอนครับพี่น้อง</li>
<li>คุณภาพของไฟล์ raw ขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่นำมาโปรเซสด้วย ซึ่งปัจจุบันโปรแกรมแต่งรูปหลายๆ ตัวนั้นมีการพัฒนาอัลกอริทึมให้โปรเซสไฟล์ raw ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนนึงก็เพราะคอมพิวเตอร์ปัจจุบันประสิทธิภาพสูงจึงสามารถโปรเซสได้เร็วขึ้นและเอื้อต่อการโปรเซสที่สลับซับซ้อนกว่าเดิม หมายความว่ารูปแห่งความประทับใจที่เก็บไว้จะยังคง<strong>สามารถพัฒนาขึ้นได้เรื่อยๆ ตามความสามารถของโปรแกรม</strong>ครับ เพราะเหมือนเราเอาฟิล์มมาล้างกับน้ำยาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ</li>
</ul>
<div id="attachment_1469" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/adobe_camera_raw.jpg" rel="lightbox[1465]"><img class="size-full wp-image-1469" title="adobe_camera_raw" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/adobe_camera_raw.jpg" alt="adobe camera raw Photography Notes: #1 ว่าด้วยเรื่องของไฟล์ RAW" width="500" height="325" /></a><p class="wp-caption-text">raw file ปรับแต่งรูปได้ค่อนข้างยืดหยุ่นพอสมควร</p></div>
<p>แต่บนข้อดีเยอะแยะเช่นนั้น ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียครับ ข้อเสียที่ผมสังเกตได้เลยคือ</p>
<ul>
<li><strong>ไฟล์ใหญ่มากกกก</strong> ขนาดจะใหญ่กว่า jpeg สามเท่าเห็นจะได้ ฉะนั้นเราต้องมีพื้นที่ในการเก็บทั้งในเมมโมรี่ และคอมพิวเตอร์พอสมควร แต่จะไปกลัวอะไรละครับ ปัจจุบันราคาถูกลงมาก เมมโมรี่แปดกิ๊กราคาไม่เกินเจ็ดร้อยบาท สามารถเก็บภาพ raw ได้ประมาณห้าร้อยภาพ</li>
<li>ด้วยขนาดที่ใหญ่ ทำให้<strong>การเก็บรูปลงเมมโมรี่ทำได้ช้าลง</strong> หมายความว่าบัฟเฟอร์ของกล้องก็จะเต็มเร็วขึ้น ทำให้เราถ่ายภาพต่อเนื่องได้น้อยลง เป็นปัญหาใหญ่สำหรับกล้องรุ่นเก่าๆ หรือการถ่ายงานอีเว้นต์ที่รัวยิกๆ มันจะเซฟลงเมมไม่ทันครับ</li>
<li><strong>ต้องนำมาโปรเซสทุกครั้ง</strong>ก่อนที่จะนำไปแจกจ่ายหรืออัพลงเว็บ หากผมจะแจกไฟล์ให้เพื่อนหรือคนอื่นๆ ผมไม่สามารถแจกได้ทันที จำเป็นที่จะต้องโปรเซสก่อน แต่วิธีแก้ก็ง่ายๆ คือไปปรับให้เซฟสองฟอร์แมตลงไปพร้อมกันเสียเลยก็สิ้นเรื่อง</li>
<li><strong>ยังไม่เป็นมาตรฐานกลางเท่าที่ควร</strong> เพราะปัจจุบันจริงๆ มีนามสกุลที่กำลังอยู่ในกระบวนการยกเป็นมาตรฐานอยู่ก็คือ .dng (digital negative) ของทาง Adobe นั่นเอง แต่กล้องหลายๆ ค่าย โดยเฉพาะค่ายใหญ่อย่าง Nikon, Canon ก็ยังไม่ลงมาเล่นเช่นเดิม ยังคงใช้ฟอร์แมตของตนเองต่อไป แต่ก็ไม่แน่หากอนาคตของ .dng ไปได้สวย ก็จะทำให้ raw format มีความเป็นมาตรฐานและพัฒนาไปได้รวดเร็วกว่าเดิมครับ</li>
</ul>
<p>ฉะนั้นความคิดเห็นของผมเองผมจึงถ่าย RAW มาแทบจะตลอดเวลาด้วยเหตุผลข้างต้น ส่วนนึงคือผมไม่ได้ซีเรียสในด้านการโปรเซสภาพอยู่แล้วละครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงแม้ว่า raw จะทำให้เรามีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้ววิธีที่ดีที่สุดคือการใส่ใจตั้งแต่การกดชัตเตอร์ครับ เพราะถึงแม้ว่าบางอย่างจะมาแก้ไขได้ภายหลัง แต่พวกการจัดองค์ประกอบนี่พลาดแล้วพลาดเลยนะครับพี่น้อง</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2009%2F12%2F03%2Fphotography-notes-1-about-raw-file%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2009/12/03/photography-notes-1-about-raw-file/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

