<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Techblog &#187; Tips</title>
	<atom:link href="http://www.techblog.in.th/tag/tips/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.techblog.in.th</link>
	<description>The Technology Notes</description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Feb 2012 11:10:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>การแก้ปัญหา Windows restart ตัวเองหลังจากการอัพเดท</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2011/01/15/how-to-fix-windows-auto-restart-when-finished-download-windows-update/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2011/01/15/how-to-fix-windows-auto-restart-when-finished-download-windows-update/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Jan 2011 05:23:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Tutorial]]></category>
		<category><![CDATA[Windows Update]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2856</guid>
		<description><![CDATA[ฟีเจอร์ปัญหาข้อหนึ่งสำหรับชาวนกฮูกยามค่ำคืน ที่มักใช้งานเปิด Windows ทิ้งไว้เพื่อทำกิจกรรมใดๆไม่ว่าจะโหลดบิท หรือทำงานอื่นๆ ตื่นเช้ามามักจะพบว่า Windows ของท่านทำการ restart ตัวเองให้แบบเสร็จสรรพ ทำให้เกิดอาการปวดขมองเป็นอย่างมาก อาการนี้มักโผล่มาประมาณตีสองถึงตีสาม เมื่อ Windows ทำการดาวน์โหลดตัวอัพเดทเสร็จสิ้นแล้วจะมี pop-up ขึ้นมาให้เราเลือกว่าจะรีบูทเครื่องเลย หรือว่าจะรอไปก่อน (สามารถเลือกระยะเวลาได้) หลังจากหมดเวลาที่ว่า มันก็จะโผล่มาหลอกหลอนอีกครั้ง และเมื่อหากคุณไม่ได้อยู่หน้าเครื่องมันก็จะทำการรีสตาร์ทให้เองจนทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว วิธีแก้ไม่ยากเลย ทำตามขั้นตอนด้านล่างครับ 1. คลิกปุ่ม start พิมพ์ gpedit.msc กด enter 2. โปรแกรม Group Policy Editor จะโผล่ขึ้นมา 3. เข้าไปตาม path นี้ Local Computer Policy -&#62; Computer Configuration -&#62; Administrative Templates -&#62; Windows Components -&#62; Windows [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/01/windows-update-auto-restart-pop-up.jpg" rel="lightbox[2856]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2862" title="windows-update-auto-restart-pop-up" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/01/windows-update-auto-restart-pop-up.jpg" alt="windows update auto restart pop up การแก้ปัญหา Windows restart ตัวเองหลังจากการอัพเดท" width="450" height="270" /></a></p>
<p>ฟีเจอร์ปัญหาข้อหนึ่งสำหรับชาวนกฮูกยามค่ำคืน ที่มักใช้งานเปิด Windows ทิ้งไว้เพื่อทำกิจกรรมใดๆไม่ว่าจะโหลดบิท หรือทำงานอื่นๆ ตื่นเช้ามามักจะพบว่า Windows ของท่านทำการ restart ตัวเองให้แบบเสร็จสรรพ ทำให้เกิดอาการปวดขมองเป็นอย่างมาก อาการนี้มักโผล่มาประมาณตีสองถึงตีสาม เมื่อ Windows ทำการดาวน์โหลดตัวอัพเดทเสร็จสิ้นแล้วจะมี pop-up ขึ้นมาให้เราเลือกว่าจะรีบูทเครื่องเลย หรือว่าจะรอไปก่อน (สามารถเลือกระยะเวลาได้) หลังจากหมดเวลาที่ว่า มันก็จะโผล่มาหลอกหลอนอีกครั้ง และเมื่อหากคุณไม่ได้อยู่หน้าเครื่องมันก็จะทำการรีสตาร์ทให้เองจนทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว<span id="more-2856"></span></p>
<p>วิธีแก้ไม่ยากเลย ทำตามขั้นตอนด้านล่างครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-2857" title="fix-windows-auto-restart-001" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/01/fix-windows-auto-restart-001.jpg" alt="fix windows auto restart 001 การแก้ปัญหา Windows restart ตัวเองหลังจากการอัพเดท" width="411" height="518" /></p>
<p>1. คลิกปุ่ม start พิมพ์ gpedit.msc กด enter</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/01/fix-windows-auto-restart-002.jpg" rel="lightbox[2856]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2858" title="fix-windows-auto-restart-002" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/01/fix-windows-auto-restart-002.jpg" alt="fix windows auto restart 002 การแก้ปัญหา Windows restart ตัวเองหลังจากการอัพเดท" width="614" height="430" /></a></p>
<p>2. โปรแกรม Group Policy Editor จะโผล่ขึ้นมา</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/01/fix-windows-auto-restart-003.jpg" rel="lightbox[2856]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2861" title="fix-windows-auto-restart-003" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/01/fix-windows-auto-restart-003.jpg" alt="fix windows auto restart 003 การแก้ปัญหา Windows restart ตัวเองหลังจากการอัพเดท" width="586" height="314" /></a></p>
<p>3. เข้าไปตาม path นี้ Local Computer Policy -&gt; Computer Configuration -&gt; Administrative Templates -&gt; Windows Components -&gt; Windows Update แล้วมองหาหัวข้อ &#8220;No auto-restart for scheduled Automatic Update installation&#8221; แล้วดับเบิ้ลคลิกเข้าไปหรือจะคลิกขวาแล้วเลือก edit ก็ได้อันนี้ไม่ว่ากัน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/01/fix-windows-auto-restart-003.jpg" rel="lightbox[2856]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2861" title="fix-windows-auto-restart-003" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2011/01/fix-windows-auto-restart-003.jpg" alt="fix windows auto restart 003 การแก้ปัญหา Windows restart ตัวเองหลังจากการอัพเดท" width="586" height="314" /></a></p>
<p>4. เลือกเป็น Enabled แล้วกด OK ออกมา</p>
<p>5. รีบูทเครื่องใหม่</p>
<p>เท่านี้ปัญหากวนใจที่ว่ามันก็จะหายไป หากคุณเป็นคนที่ปิดคอมพิวเตอร์เป็นประจำอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขอะไร เพราะเบื้องหลังฟีเจอร์นี้ทางไมโครซอฟต์ต้องการให้มีการรีสตาร์ทเครื่องเวลาที่เราไม่อยู่ เนื่องจากบางครั้งคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสหรือบอทเน็ตมักใช้ช่วงเวลาที่เราเปิดคอมทิ้งไว้ตอนกลางคืน ทำการโจมตีเครื่องเป้าหมายนั่นเอง</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2011%2F01%2F15%2Fhow-to-fix-windows-auto-restart-when-finished-download-windows-update%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2011/01/15/how-to-fix-windows-auto-restart-when-finished-download-windows-update/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/06/30/23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/06/30/23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Jun 2010 13:27:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Gadget]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Featured Article]]></category>
		<category><![CDATA[LCD TV]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2520</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบัน LCD TV เป็นทีวีอีกแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสมัยนิยม ด้วยเหตุผลหลายประการเช่นราคาที่ถูกลงมาเรื่อยๆ  ดีไซน์ที่สวยงามและปัจจุบันภาพวิดีโอแบบความละเอียดสูงพบเจอได้ง่ายมากๆ ต่างกับสมัยสามสี่ปีก่อนลิบลับ บทความนี้เนื้อหานำมาจากเว็บไซต์ Gizmodo ซึ่งผมนำมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นภาษาไทย ซึ่งเคล็ดลับหรือเทคนิคการเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ปัจจุบันผมว่าเป็นเรื่องที่มีคนนิยมถามกันเป็นจำนวนมากในอินเตอร์เน็ต ว่ารุ่นไหนดี หรือวิธีการเลือกซื้อควรจะทำยังไง ซึ่งเนื้อหาพวกนี้สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อ LCD monitor ได้ด้วย เอาเป็นว่าไปดูกันเลยดีกว่า คำแนะนำเบื้องต้น สเปคที่ออกมาจากผู้ผลิตส่วนมากล้วนเกินจริง และไม่สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจเพียงอย่างเดียวได้ ควรใช้สเปคจากผู้ผลิตในการเปรียบเทียบภายในยี่ห้อเดียวกันเท่านั้น ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบต่างยี่ห้อเนื่องจากบางผู้ผลิตมีมาตรฐานการวัดที่แตกต่างกันมากมาย (และส่วนมากเรามักจะไม่ทราบ) ทำการบ้านโดยการเก็บข้อมูลต่างๆ เช่นรีวิว หรือข้อคิดเห็นจากคนอื่นๆ ให้มากที่สุด และหาข้อมูลจากแหล่งที่เป็นกลางเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ สำหรับเว็บไซต์ในไทยส่วนมากจะให้ข้อมูลในรูปแบบของสังคมหรือ community เสียมากกว่าที่จะเป็นฐานข้อมูล การตัดสินใจผมเลยแนะนำให้หาบอร์ดที่คุยกันแบบกลางๆ ไม่แยกยี่ห้อ จะได้ผลที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือกว่าครับ เข้าไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้ผลิตและอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดและรอบคอบ หากเว็บไซต์นั้นๆ มีคู่มือการใช้งานให้ดาวน์โหลดด้วยก็จะยิ่งดีเพราะเป็นหนึ่งในการศึกษาการใช้งานของเครื่องที่ดีที่สุด คำแนะนำแบบลัดสุดๆ คือให้เลือกซื้อ plasma TV หากต้องการดูในห้องมืด และเลือก LCD TV หากต้องการดูในห้องสว่างๆ (ดูจากการใช้งานทั่วไปของคุณ) เลือกร้านที่จะเข้าไปซื้อ จำไว้ว่าร้านจะมีหลายๆ รูปแบบไล่จากร้านขนาดใหญ่เช่นตามห้างต่างๆ ที่มีทีวีให้เลือกมากมาย ไล่ไปจนถึงร้านเล็กๆ ที่เปิดตามอาคารพาณิชย์ที่มีความเชี่ยวชาญ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2521" title="korean-lcd-tv" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/korean-lcd-tv.jpg" alt="korean lcd tv 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="450" height="357" /></p>
<p>ปัจจุบัน LCD TV เป็นทีวีอีกแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสมัยนิยม ด้วยเหตุผลหลายประการเช่นราคาที่ถูกลงมาเรื่อยๆ  ดีไซน์ที่สวยงามและปัจจุบันภาพวิดีโอแบบความละเอียดสูงพบเจอได้ง่ายมากๆ ต่างกับสมัยสามสี่ปีก่อนลิบลับ</p>
<p>บทความนี้เนื้อหานำมาจากเว็บไซต์ <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://gizmodo.com/5574446/23-tips-for-buying-the-best-hdtv" target="_blank">Gizmodo</a> ซึ่งผมนำมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นภาษาไทย ซึ่งเคล็ดลับหรือเทคนิคการเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ปัจจุบันผมว่าเป็นเรื่องที่มีคนนิยมถามกันเป็นจำนวนมากในอินเตอร์เน็ต ว่ารุ่นไหนดี หรือวิธีการเลือกซื้อควรจะทำยังไง ซึ่งเนื้อหาพวกนี้สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อ LCD monitor ได้ด้วย เอาเป็นว่าไปดูกันเลยดีกว่า<span id="more-2520"></span></p>
<h3>
<p><div id="attachment_2523" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><img class="size-full wp-image-2523" title="samsung-lcd-website" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/samsung-lcd-website.jpg" alt="samsung lcd website 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="600" height="374" /><p class="wp-caption-text">Samsung LCD TV Website</p></div></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">คำแนะนำเบื้องต้น</span></h3>
<ol>
<li><strong>สเปคที่ออกมาจากผู้ผลิตส่วนมากล้วนเกินจริง</strong> และไม่สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจเพียงอย่างเดียวได้ ควรใช้สเปคจากผู้ผลิตในการเปรียบเทียบภายในยี่ห้อเดียวกันเท่านั้น ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบต่างยี่ห้อเนื่องจากบางผู้ผลิตมีมาตรฐานการวัดที่แตกต่างกันมากมาย (และส่วนมากเรามักจะไม่ทราบ)</li>
<li><strong>ทำการบ้านโดยการเก็บข้อมูลต่างๆ</strong> เช่นรีวิว หรือข้อคิดเห็นจากคนอื่นๆ ให้มากที่สุด และหาข้อมูลจากแหล่งที่เป็นกลางเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ สำหรับเว็บไซต์ในไทยส่วนมากจะให้ข้อมูลในรูปแบบของสังคมหรือ community เสียมากกว่าที่จะเป็นฐานข้อมูล การตัดสินใจผมเลยแนะนำให้หาบอร์ดที่คุยกันแบบกลางๆ ไม่แยกยี่ห้อ จะได้ผลที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือกว่าครับ</li>
<li><strong>เข้าไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้ผลิต</strong>และอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดและรอบคอบ หากเว็บไซต์นั้นๆ มีคู่มือการใช้งานให้ดาวน์โหลดด้วยก็จะยิ่งดีเพราะเป็นหนึ่งในการศึกษาการใช้งานของเครื่องที่ดีที่สุด</li>
<li><strong>คำแนะนำแบบลัดสุดๆ</strong> คือให้เลือกซื้อ plasma TV หากต้องการดูในห้องมืด และเลือก LCD TV หากต้องการดูในห้องสว่างๆ (ดูจากการใช้งานทั่วไปของคุณ)</li>
<li><strong>เลือกร้านที่จะเข้าไปซื้อ</strong> จำไว้ว่าร้านจะมีหลายๆ รูปแบบไล่จากร้านขนาดใหญ่เช่นตามห้างต่างๆ ที่มีทีวีให้เลือกมากมาย ไล่ไปจนถึงร้านเล็กๆ ที่เปิดตามอาคารพาณิชย์ที่มีความเชี่ยวชาญ แต่จงคิดไว้อย่างนึงว่า ร้านที่มีขนาดใหญ่ กฎเกณฑ์ประเภท &#8220;ดูได้แต่ห้ามจับ&#8221; ก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วย</li>
</ol>
<h3><img class="aligncenter size-full wp-image-2524" title="tv-store" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/tv-store.jpg" alt="tv store 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="449" height="299" /></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">เมื่อเดินเข้าไปในร้าน</span></h3>
<ol>
<li><strong>ในร้านเกือบร้อยทั้งร้อย</strong>จะเปิดเดโมเพื่อโชว์ความสามารถของโทรทัศน์ ซึ่งเดโมเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ดูตื่นตาตื่นใจเป็นทุนเดิม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเดโมพวกนี้คุณภาพอาจจะไม่ค่อยดีเลิศสุดเกจเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังดีที่เค้าเปิดให้ดูทุกตัวเหมือนๆ กันก็พอเปรียบเทียบกันได้</li>
<li><strong>หากเดโมที่โชว์เป็นภาพแอนิเมชั่น</strong> ให้มองข้ามจุดนี้ไปเนื่องจากภาพเหล่านี้เป็นภาพสังเคราะห์ ทีวีที่มีสีสดที่สุด ความสว่างสูงสุดก็จะได้เปรียบไปโดยปริยาย หากต้องการเลือกและพิจารณาจากสีที่ถูกต้อง แนะนำให้หลีกเลี่ยงการพิจารณาจากภาพคอมพิวเตอร์กราฟิก หาภาพทั่วๆ ไปมาเทียบดูจะเป็นความคิดที่ดีกว่า</li>
<li><strong>ในร้านส่วนมากทีวีมักไม่ได้ถูกปรับอย่างถูกต้อง</strong> และไม่สามารถตัดสินได้จากสายตาของคุณ เช่นหากไปเจอทีวีที่ภาพไม่ดี อาจคิดได้สองแง่คือมันอาจเป็นทีวีที่ดีแต่ไม่ได้รับการปรับที่ถูกต้อง หรือไม่มันก็เป็นทีวีที่ไม่ดีเท่าไหร่และภาพที่เห็นนั่นก็คือสุดความสามารถของมัน (เรียกว่าขุนกันสุดๆ) ถ้าหากไปเจอตัวที่ภาพดูดี ก็หมายความว่าภาพอาจจะดียิ่งขึ้นไปอีก หากได้รับการปรับอย่างถูกต้องหรือใช้เครื่องมือปรับแต่งสี ซึ่งจะสังเกตได้ว่าส่วนมากมักจะขายดีและมีกำไรเยอะ</li>
<li><strong>ตัวจ่ายการแสดงผลที่ใช้ในร้าน</strong>จะมีทั้งแบบดิจิตอล และอนาล็อก ซึ่งร้านส่วนมากมักใช้แบบอนาล็อกเพราะมีราคาที่ถูกกว่า และแน่นอนว่าแบบอนาล็อกจะให้ภาพที่คุณภาพไม่ดีเท่าไหร่นักในความละเอียดสูงๆ ฉะนั้นควรพิจารณาด้วยว่าร้านที่คุณไปดูใช้แบบไหนครับ</li>
<li><strong>ร้านส่วนมากมักมีแสงที่ค่อนข้างสว่างกว่าตามบ้านทั่วไป</strong> และเป็นแสงที่ไม่ใช่แสงปกติในการรับชมทีวี การรับชมทีวีที่พิจารณาคุณภาพได้ดีที่สุดคือการพิจารณาในบริเวณที่แสงน้อย จึงควรคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วย</li>
<li><strong>ควรพิจารณาจอในตำแหน่งด้านหน้าจอแบบตรงๆ</strong> เนื่องจากจอพวกนี้หากมองในมุมมองที่ต่างกันจะมีผลด้วย</li>
<li><strong>หากเทียบกันตัวต่อตัว</strong>ระหว่างหลายๆ จอ แน่นอนว่าในความคิดของเราจอที่มีสีสด และสว่างที่สุด จะเป็นจอที่น่าซื้อและดูดีที่สุด และจอที่มีสีสันเป็นธรรมชาติสีมักจะซีดกว่า ก่อนพิจารณาตรงจุดนี้อยากให้ลองเช็คเรื่องโหมดการแสดงผลของจอด้วย เนื่องจากทีวีส่วนมากที่มาจากโรงงานจะตั้งโหมดส่วนมากไว้ที่ vivid หรือโหมดสีสดทำให้การตัดสินใจของเราผิดพลาดได้</li>
</ol>
<h3><img class="aligncenter size-full wp-image-2525" title="sony-lcd-tv" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/sony-lcd-tv.jpg" alt="sony lcd tv 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="500" height="322" /></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">แล้วควรทำอย่างไร?</span></h3>
<ol>
<li><strong>การใช้ภาพเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นสิ่งที่เหมาะที่สุด</strong>ในการพิจารณาภาพเสมอไป เนื่องจากภาพเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่ดีที่สุดคือการนำภาพนิ่งมาใช้ในการเปรียบเทียบ และควรมองจากมุมมองที่ต่างกันด้วย เพราะหลายจออาจมีปัญหาเรื่องมุมมองด้วยเช่นกัน</li>
<li><strong>ร้านเล็กๆ ส่วนมากจะให้เรานำแผ่นหนังของตัวเองไปทดสอบได้</strong> ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีว่าเราควรจะได้ภาพออกมาเป็นอย่างไรในมุมมองของหนังเรื่องโปรด ควรหาหนังไปสักสองสามแผ่นเพื่อทำการทดสอบโดยใช้ฉากที่เราชอบหรือดูเป็นประจำในการพิจารณา สำหรับเรื่องนี้ผมแนะนำให้หาหนังหลายๆ แนว เช่นแนวชีวิต ทิวทัศน์สวยๆ หรือจะหาแนวบู๊ที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว เพื่อทดสอบเรื่อง response time ของจอก็เป็นความคิดที่ดีเช่นกัน ส่วนหนังชมพูคงไม่ต้องเอาไป เพราะอาจโดนรวบได้ 555</li>
<li><strong>อีกแนวทางที่เป็นไปได้กว่าคือการนำ USB Flashdrive</strong> ที่มีภาพของเราเองหรือภายในครอบครัวติดไปด้วย เพราะจอปัจจุบันต่างมีพอร์ท USB และสามารถชมภาพได้ภายในตัวเครื่องเลย อีกการเอาภาพที่เราคุ้นเคยมากๆไป เพราะเราคุ้นเคยกับภาพเหล่านั้นทั้งสีสันและรายละเอียด ทำให้เราสามารถเลือกได้สะดวกและเที่ยงตรงกว่าเดิมด้วย</li>
<li><strong>คุยกับคนขายว่าสามารถให้คุณเล่นรีโมท</strong>ได้หรือไม่ หากเล่นได้ก็น่าจะลองทำความคุ้นเคยกับตัวรีโมท และตัวเมนูในเครื่องว่าเหมาะกับเราหรือไม่อย่างไร</li>
<li><strong>หากคุณมีความรู้พอสมควร ลองปรับแต่งสี</strong>ดูเลยโดยเทียบกับหนังหรือภาพที่คุณนำมานั่นละ ว่าคุณสามารถปรับแต่งสีหรือคุณภาพของภาพให้ถูกใจตัวเองได้หรือไม่</li>
</ol>
<h3><img class="aligncenter size-full wp-image-2526" title="lcd-tv-testing" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/lcd-tv-testing.jpg" alt="lcd tv testing 23 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อ LCD TV และ LCD Monitor" width="600" height="450" /></h3>
<h3><span style="color: #ff0000;">จะเลือกจอโดยดูจากอะไรดี?</span></h3>
<ol>
<li><strong>แสงสะท้อนของจอ</strong> พยายามหลีกเลี่ยงจอประเภท glossy หรือที่เรียกกันภาษาบ้านๆ คือจอกระจก เว้นเสียว่าคุณจะดูในที่มืดเสียเป็นส่วนใหญ่ หากจะเลือกจอแบบนี้ให้ดูด้วยว่ามีอาการภาพเป็นคลื่นๆ หรือไม่เนื่องจากบางครั้งการติดจออาจทำได้ไม่ค่อยดีจึงทำให้เกิดปัญหา วิธีการเช็คคือใช้ภาพสีดำล้วนและมองจากมุมมองที่ต่างๆ กัน</li>
<li><strong>เช็คระดับสีดำของจอ</strong>หรือการเล็ดลอดของแสง backlight ในขณะที่จอภาพแสดงสีดำด้วย (ถึงแม้ว่าอาจจะเช็คยากนิดนึงเนื่องด้วยเหตุผลเรื่องแสงสว่างภายนอก) และอย่าลืมเช็ค dead pixel รวมถึงคุณภาพการประกอบของจอด้วย</li>
<li><strong>ดูเรื่ององศาการมองของภาพ</strong>ในมุมมองที่แตกต่างกัน ควรหาภาพที่มีสีสันหลากหลายเพื่อเช็คว่ามีสีไหนที่มีการเพี้ยนบ้างเมื่อเราเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งปัญหาพวกนี้จะเจอมากในจอประเภท LCD แต่กลับ plasma ปัญหาพวกนี้แทบไม่มีให้เห็น ให้ลองเปลี่ยนมุมมองจากแนวตั้งและแนวนอนเพื่อทดสอบด้วย</li>
<li><strong>จอ LCD แบบ IPS (In-Plane Switching)</strong> เป็นจอที่มีคุณภาพสูงที่สุดในบรรดาจอ LCD และมีปัญหาเรื่ององศาการมองน้อยมากแต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของจอตัวนี้คือระดับภาพสีดำที่น้อยกว่าประเภทอื่นๆ หากซื้อจอประเภทนี้ควรเช็คระดับภาพสีดำให้ละเอียดด้วย</li>
<li><strong>จอบางตัวจะมีปัญหากับภาพที่มีความสว่างสูง</strong> ซึ่งเป็นปัญหาที่อาจทำให้ส่วนที่เป็นส่วนไฮไลท์ของภาพ (ส่วนที่มีความสว่างสูงของภาพ) นั้นรายละเอียดหายไป (กลายเป็นภาพสีขาวสว่างจ้า) วิธีการทดสอบคือให้หาภาพที่มีส่วนไฮไลท์ที่มีความสว่างสูง แต่ยังมีรายละเอียดครบถ้วนไปเปิด หากมองไม่เห็นรายละเอียดบนส่วนนั้นบนหน้าจอ ให้ลองปรับลด contrast ลงมา หากยังมองไม่เห็นรายละเอียดที่หายไป ให้มองข้ามจอตัวนั้นไปเลย</li>
<li><strong>จอบางตัวมีเสียง</strong>ที่อาจเกิดจากส่วน power supply หรือส่วนพัดลมระบายอากาศ ควรเช็คเรื่องเหล่านี้ด้วยถึงแม้ว่าจะยากไปสักนิดในการเทสตามห้างเนื่องจากเสียงรอบข้างที่รบกวน</li>
</ol>
<p>หวังว่า 23 เทคนิคนี้คงจะมีประโยชน์สำหรับในการเลือกบ้างไม่มากก็น้อยครับ สุดท้ายผมอยากจะบอกว่า &#8220;Believe Your Eyes&#8221; หรือเชื่อสายตาคุณเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F06%2F30%2F23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/06/30/23-recommended-tips-for-buying-lcd-tv-or-monitor/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/04/26/wintoflash-hal-dll-error-and-how-to-fix/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/04/26/wintoflash-hal-dll-error-and-how-to-fix/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Apr 2010 08:42:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Windows]]></category>
		<category><![CDATA[WinToFlash]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2213</guid>
		<description><![CDATA[อันนี้เป็นบทความเสริมที่อยากจะเขียนไว้นานแล้ว เพราะหลายคนอาจเคยเจอปัญหาแบบนี้ ปกติ WinToFlash จะให้เราลงสองขั้น เมื่อลงขั้นตอนแรกไปแล้ว มาเจอขั้นตอนที่สองเมื่อกดเข้าไปอาจจะเจอแจ้งว่าตัววินโดวส์หาไฟล์ hal.dll ไม่เจอ ให้เรากลับมาเลือกหัวข้อด้านล่างที่เป็นหัวข้อ debug ดังเช่นตามภาพ ลองดูหัวข้อที่ผมไฮไลท์สีแดงไว้ นั่นคือเมนูช่วยชีวิตของเรา ก็ลองเลือกไล่ไปเรื่อยๆ และให้จำค่าที่ตามหลัง partition ไว้ด้วย เพราะเราจะเอาไปแก้ไข boot.ini ในภายหลัง หลังจากที่เข้าวินโดวส์มาได้แล้ว ให้ไปคลิกขวาที่ My Computer เลือก Properties หรือไปพิมพ์ที่ไดอะล็อก Run ว่า sysdm.cpl ก็ได้ เสร็จแล้วให้เลือกไปที่แท็บ Advanced แล้วคลิกปุ่มตามภาพ เมื่อคลิกปุ่ม Settings เรียบร้อยแล้วจะมาที่หน้าจอ debug ก็คลิกปุ่ม edit เพื่อแก้ไขค่าของ boot.ini อย่าลืมก๊อปปี้ของเก่าเก็บไว้ก่อนละ สิ่งที่อยากจะให้ลองแก้ไขก่อนคือค่าในส่วนที่ผมไฮไลท์ไว้คือ partition(x) จำค่าตรงเมนูแรกเข้าของ WinToFlash ได้รึเปล่าครับ เอาค่าหลังคำว่า partition นั่นละมาใส่แทนในวงเล็บได้เลย แล้วลองบูทใหม่โดยเอา flash drive [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/04/haldll-header.jpg" rel="lightbox[2213]"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/04/haldll-header-2.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2218" title="haldll-header-2" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/04/haldll-header-2.jpg" alt="haldll header 2 วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="600" height="350" /></a><br />
</a>อันนี้เป็นบทความเสริมที่อยากจะเขียนไว้นานแล้ว เพราะหลายคนอาจเคยเจอปัญหาแบบนี้ ปกติ WinToFlash จะให้เราลงสองขั้น เมื่อลงขั้นตอนแรกไปแล้ว มาเจอขั้นตอนที่สองเมื่อกดเข้าไปอาจจะเจอแจ้งว่าตัววินโดวส์หาไฟล์ hal.dll ไม่เจอ <span id="more-2213"></span>ให้เรากลับมาเลือกหัวข้อด้านล่างที่เป็นหัวข้อ debug ดังเช่นตามภาพ</p>
<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/04/wintoflash-menu.jpg" rel="lightbox[2213]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2214" title="wintoflash-menu" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/04/wintoflash-menu.jpg" alt="wintoflash menu วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="600" height="449" /></a></p>
<p>ลองดูหัวข้อที่ผมไฮไลท์สีแดงไว้ นั่นคือเมนูช่วยชีวิตของเรา ก็ลองเลือกไล่ไปเรื่อยๆ และให้จำค่าที่ตามหลัง partition ไว้ด้วย เพราะเราจะเอาไปแก้ไข boot.ini ในภายหลัง</p>
<p>หลังจากที่เข้าวินโดวส์มาได้แล้ว ให้ไปคลิกขวาที่ My Computer เลือก Properties หรือไปพิมพ์ที่ไดอะล็อก Run ว่า sysdm.cpl ก็ได้ เสร็จแล้วให้เลือกไปที่แท็บ Advanced แล้วคลิกปุ่มตามภาพ</p>
<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/04/haldll-fix-1.jpg" rel="lightbox[2213]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2215" title="haldll-fix-1" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/04/haldll-fix-1.jpg" alt="haldll fix 1 วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="419" height="486" /></a></p>
<p>เมื่อคลิกปุ่ม Settings เรียบร้อยแล้วจะมาที่หน้าจอ debug ก็คลิกปุ่ม edit เพื่อแก้ไขค่าของ boot.ini อย่าลืมก๊อปปี้ของเก่าเก็บไว้ก่อนละ</p>
<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/04/haldll-fix-2.jpg" rel="lightbox[2213]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2216" title="haldll-fix-2" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/04/haldll-fix-2.jpg" alt="haldll fix 2 วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="600" height="168" /></a></p>
<p>สิ่งที่อยากจะให้ลองแก้ไขก่อนคือค่าในส่วนที่ผมไฮไลท์ไว้คือ partition(x) จำค่าตรงเมนูแรกเข้าของ WinToFlash ได้รึเปล่าครับ เอาค่าหลังคำว่า partition นั่นละมาใส่แทนในวงเล็บได้เลย แล้วลองบูทใหม่โดยเอา flash drive ออกด้วยว่าบูทผ่านรึเปล่า ถ้าไม่ผ่านก็บูทผ่าน flash drive แล้วทำเหมือนเดิมโดยเปลี่ยนค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงดู</p>
<p>กรณีด้านบนคือมีฮาร์ดดิสก์แค่ลูกเดียว หากมีสองลูกแล้วอาจจะต้องลองเปลี่ยนค่า rdisk(x) เป็น 1 ดูด้วยอีกหนึ่งทาง ขอให้โชคดีครับ</p>
<div id="seolinx-tooltip" style="border: 1px solid #000000; display: none; margin: 0pt; opacity: 0.9; padding: 0pt; position: absolute; width: auto; z-index: 99999;">
<table style="border: 0pt none; border-collapse: separate; margin: 0pt; padding: 0pt; width: auto;">
<tbody>
<tr>
<td id="seolinx-table" style="border: 0pt none; font-family: Tahoma; font-size: 11px; font-weight: bold; margin: 1px; padding: 0pt;">
<div style="margin: 0pt; padding: 0pt; overflow: auto; width: auto;">
<table id="seolinx-paramtable" style="border: 1px solid gray; border-collapse: separate; margin: 0pt;">
<tbody>
<tr>
<td style="background: none repeat scroll 0% 0% #f0f0f0; border: 1px solid gray; color: darkgreen; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; white-space: nowrap; padding: 2px;"><img style="vertical-align: middle;" src="http://toolbarqueries.google.com/favicon.ico" alt="favicon วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="12px" height="12px" title="วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" /> PR: <a rel="nofollow" target="_blank" style="color: blue; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; text-decoration: underline;" title="Google pagerank" href="javascript:{}">wait&#8230;</a></td>
<td style="background: none repeat scroll 0% 0% #f0f0f0; border: 1px solid gray; color: darkgreen; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; white-space: nowrap; padding: 2px;"><img style="vertical-align: middle;" src="http://www.google.com/favicon.ico" alt="favicon วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="12px" height="12px" title="วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" /> I: <a rel="nofollow" target="_blank" style="color: blue; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; text-decoration: underline;" title="Google index" href="javascript:{}">wait&#8230;</a></td>
<td style="background: none repeat scroll 0% 0% #f0f0f0; border: 1px solid gray; color: darkgreen; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; white-space: nowrap; padding: 2px;"><img style="vertical-align: middle;" src="http://www.google.com/favicon.ico" alt="favicon วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="12px" height="12px" title="วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" /> L: <a rel="nofollow" target="_blank" style="color: blue; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; text-decoration: underline;" title="Google links" href="javascript:{}">wait&#8230;</a></td>
<td style="background: none repeat scroll 0% 0% #f0f0f0; border: 1px solid gray; color: darkgreen; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; white-space: nowrap; padding: 2px;"><img style="vertical-align: middle;" src="http://siteexplorer.search.yahoo.com/favicon.ico" alt="favicon วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="12px" height="12px" title="วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" /> LD: <a rel="nofollow" target="_blank" style="color: blue; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; text-decoration: underline;" title="Yahoo linkdomain" href="javascript:{}">wait&#8230;</a></td>
<td style="background: none repeat scroll 0% 0% #f0f0f0; border: 1px solid gray; color: darkgreen; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; white-space: nowrap; padding: 2px;"><img style="vertical-align: middle;" src="http://www.bing.com/favicon.ico" alt="favicon วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="12px" height="12px" title="วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" /> I: <a rel="nofollow" target="_blank" style="color: blue; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; text-decoration: underline;" title="Bing index" href="javascript:{}">wait&#8230;</a></td>
<td style="background: none repeat scroll 0% 0% #f0f0f0; border: 1px solid gray; color: darkgreen; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; white-space: nowrap; padding: 2px;"><a rel="nofollow" target="_blank" style="color: blue; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; text-decoration: underline;" title="Sitemap.xml" href="javascript:{}">wait&#8230;</a></td>
<td style="background: none repeat scroll 0% 0% #f0f0f0; border: 1px solid gray; color: darkgreen; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; white-space: nowrap; padding: 2px;"><img style="vertical-align: middle;" src="http://www.semrush.com/favicon.ico" alt="favicon วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="12px" height="12px" title="วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" /> Rank: <a rel="nofollow" target="_blank" style="color: blue; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; text-decoration: underline;" title="SEMRush Rank" href="javascript:{}">wait&#8230;</a></td>
<td style="background: none repeat scroll 0% 0% #f0f0f0; border: 1px solid gray; color: darkgreen; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; white-space: nowrap; padding: 2px;"><img style="vertical-align: middle;" src="http://www.semrush.com/favicon.ico" alt="favicon วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="12px" height="12px" title="วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" /> Traffic: <a rel="nofollow" target="_blank" style="color: blue; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; text-decoration: underline;" title="SEMRush SE Traffic" href="javascript:{}">wait&#8230;</a></td>
<td style="background: none repeat scroll 0% 0% #f0f0f0; border: 1px solid gray; color: darkgreen; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; white-space: nowrap; padding: 2px;"><img style="vertical-align: middle;" src="http://www.semrush.com/favicon.ico" alt="favicon วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="12px" height="12px" title="วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" /> Price: <a rel="nofollow" target="_blank" style="color: blue; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; text-decoration: underline;" title="SEMRush SE Traffic price" href="javascript:{}">wait&#8230;</a></td>
<td style="background: none repeat scroll 0% 0% #f0f0f0; border: 1px solid gray; color: darkgreen; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; white-space: nowrap; padding: 2px;"><img style="vertical-align: middle;" src="http://siteanalytics.compete.com/favicon.ico" alt="favicon วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" width="12px" height="12px" title="วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" /> C: <a rel="nofollow" target="_blank" style="color: blue; font-family: Tahoma; font-size: 7pt; font-weight: bold; text-decoration: underline;" title="Compete Rank" href="javascript:{}">wait&#8230;</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</td>
<td id="seolinx-tooltip-close" style="border: 0pt none; cursor: pointer; margin: 0pt; padding: 1px; vertical-align: middle; width: auto;" title="close"><img src="chrome://seoquake/content/skin/close.gif" alt="close วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash"  title="วิธีแก้ไข hal.dll error or missing เมื่อลงวินโดวส์ด้วย WinToFlash" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F04%2F26%2Fwintoflash-hal-dll-error-and-how-to-fix%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/04/26/wintoflash-hal-dll-error-and-how-to-fix/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 หลุมพรางยอดนิยมของ &#8220;นักถ่ายภาพมือใหม่&#8221;</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/03/21/5-mind-trap-for-beginner-photographer/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/03/21/5-mind-trap-for-beginner-photographer/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Mar 2010 06:54:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photography - Technique]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Photography Notes]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2085</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้ผมไม่ได้แต่งขึ้นเอง ต้นฉบับถูกเขียนโดยช่างภาพคนหนึ่งชื่อ Laura Radniecki ที่รวมหลุมพรางห้าข้อสำคัญของนักถ่ายภาพมือใหม่ ซึ่งผมก็เห็นว่าน่าสนใจ (และเป็นจริงทุกประการ) จึงนำมาเรียบเรียงใหม่ให้อ่านกัน 5 หลุมพรางยอดนิยม 1. ภาพฉันแย่จัง เป็นความคิดยอดนิยมที่มักโผล่เข้ามาในสมองของเหล่ามือใหม่ที่ถ่ายภาพออกมา ว่าทำไมภาพของฉันแย่จริงๆ ถ่ายมาเป็นร้อยเป็นพันก็ยังไม่ค่อยดี แต่บางสิ่งที่อาจไม่รู้คือภาพสวยๆ ที่เรามักเห็นกันบนอินเตอร์เน็ต แน่นอนว่าหลายๆ ภาพที่สวยงาม รอบๆ หรือภาพที่ติดๆ กันย่อมมีภาพเสียๆ โผล่มาด้วยแน่นอน (แค่เขาไม่ได้เอามาแสดง แค่นั้นเอง) เรื่องอย่างนี้อยู่ที่การพัฒนา สักพักภาพเสียก็จะน้อยลงไปเอง 2. อุปกรณ์ฉันไม่ดีพอ ภาพสวยๆ สามารถออกมาได้จากอุปกรณ์ทุกระดับ ฉะนั้นเรื่องของภาพสวย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เสมอไป ในมุมมองของผู้แต่งแล้ว เมื่อก่อนก็เคยใช้กล้อง compact ราคาไม่แพงเช่นกัน ปัจจุบันขยับมาใช้กล้อง DSLR แน่นอนว่าภาพที่ได้มีความสวยงามขึ้น แต่เป็นเพราะฝีมือที่พัฒนาขึ้น หาใช่อุปกรณ์เพียงอย่างเดียวไม่ และหลายๆ ภาพที่ประทับใจก็ได้มาจากกล้องที่มีราคาไม่แพง เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกต่อภาพนั้นๆ ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป 3. ฉันปรับอะไรก็ผิดไปหมด ในโลกแห่งการถ่ายภาพ ภาพที่สวยไม่ได้ขึ้นอยู่กับโหมดที่ใช้เสมอไป แน่นอนว่าคุณสามารถใช้โหมด AUTO อย่างโหมด P [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/03/mindtrap.jpg" rel="lightbox[2085]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2087" title="mindtrap" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/03/mindtrap.jpg" alt="mindtrap 5 หลุมพรางยอดนิยมของ นักถ่ายภาพมือใหม่" width="350" height="453" /></a></p>
<p>บทความนี้ผมไม่ได้แต่งขึ้นเอง ต้นฉบับถูกเขียนโดยช่างภาพคนหนึ่งชื่อ <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.lauraradnieckiimages.com/">Laura Radniecki</a> ที่รวมหลุมพรางห้าข้อสำคัญของนักถ่ายภาพมือใหม่ ซึ่งผมก็เห็นว่าน่าสนใจ (และเป็นจริงทุกประการ) จึงนำมาเรียบเรียงใหม่ให้อ่านกัน<span id="more-2085"></span></p>
<p><em><strong>5 หลุมพรางยอดนิยม</strong></em></p>
<p><strong>1. ภาพฉันแย่จัง</strong><br />
เป็นความคิดยอดนิยมที่มักโผล่เข้ามาในสมองของเหล่ามือใหม่ที่ถ่ายภาพออกมา ว่าทำไมภาพของฉันแย่จริงๆ ถ่ายมาเป็นร้อยเป็นพันก็ยังไม่ค่อยดี แต่บางสิ่งที่อาจไม่รู้คือภาพสวยๆ ที่เรามักเห็นกันบนอินเตอร์เน็ต แน่นอนว่าหลายๆ ภาพที่สวยงาม รอบๆ หรือภาพที่ติดๆ กันย่อมมีภาพเสียๆ โผล่มาด้วยแน่นอน (แค่เขาไม่ได้เอามาแสดง แค่นั้นเอง) เรื่องอย่างนี้อยู่ที่การพัฒนา สักพักภาพเสียก็จะน้อยลงไปเอง</p>
<p><strong>2. อุปกรณ์ฉันไม่ดีพอ</strong><br />
ภาพสวยๆ สามารถออกมาได้จากอุปกรณ์ทุกระดับ ฉะนั้นเรื่องของภาพสวย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เสมอไป ในมุมมองของผู้แต่งแล้ว เมื่อก่อนก็เคยใช้กล้อง compact ราคาไม่แพงเช่นกัน ปัจจุบันขยับมาใช้กล้อง DSLR แน่นอนว่าภาพที่ได้มีความสวยงามขึ้น แต่เป็นเพราะฝีมือที่พัฒนาขึ้น หาใช่อุปกรณ์เพียงอย่างเดียวไม่ และหลายๆ ภาพที่ประทับใจก็ได้มาจากกล้องที่มีราคาไม่แพง เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกต่อภาพนั้นๆ ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p><strong>3. ฉันปรับอะไรก็ผิดไปหมด</strong><br />
ในโลกแห่งการถ่ายภาพ ภาพที่สวยไม่ได้ขึ้นอยู่กับโหมดที่ใช้เสมอไป แน่นอนว่าคุณสามารถใช้โหมด AUTO อย่างโหมด P ในการถ่ายภาพได้อย่างไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด อีกทั้งเหมาะแก่การถ่ายภาพแบบไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย แถมโหมดนี้ยังเป็นครูชั้นดีในการขยับจากโหมด AUTO ไปสู่การใช้งานในโหมด manual ค่อยๆ ขยับจากการใช้โหมด AUTO ไปถึงโหมด Manual โดยไล่ไปทีละโหมด ศึกษาการใช้งานของมันจนแจ่มแจ้ง เท่านี้คุณก็จะสามารถพัฒนาความสามารถในการควบคุมกล้องของตนเองได้เรื่อยๆ ที่สำคัญยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล อย่าไปกลัวว่าเมมจะเต็ม ภาพเสียหรือ ก็ลบซิแล้วถ่ายใหม่ ไม่ต้องไปเสียดายอายุชัตเตอร์ขนาดนั้น</p>
<p><strong>4. ฉันไม่มีวันถ่ายรูปได้อย่างโปร</strong><br />
อย่าลืมว่าโปร เมื่อก่อนก็เป็นมือสมัครเล่นเช่นกัน แต่เขามีความสามารถในการพัฒนาฝีมือรวมถึงมุมมองจนทำให้สามารถก้าวไปถึงจุดนั้นๆ สำหรับมือสมัครเล่นอย่างเรา สิ่งที่สามารถทำได้ก็คือการเรียนรู้และศึกษาการทำงานของเขา และใช้ผู้นั้นเป็นแรงบันดาลใจของคุณเพื่อให้คุณมีกำลังใจและเติบโตต่อไป</p>
<p><strong>5. ใช้โปรแกรมตัดต่อไม่เป็นสักตัว</strong><br />
โลกนี้มีทางเลือกมากมายในการถ่ายภาพ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นโปรแกรม Adobe Photoshop เสมอไป หากคุณไม่สามารถเข้าถึงโปรแกรมตัวนี้ได้จริงๆ โลกนี้ยังมีโปรแกรมดีๆ อย่าง</p>
<p>- Picasa<br />
- Gimp<br />
- Windows Photo Gallery<br />
- iPhoto<br />
- Photoscape</p>
<p>ให้เลือกใช้มากมาย ถึงถึงยังมีโปรแกรมดีๆ อีกเช่น Photoshop Element ที่นำข้อดีหลักๆ ของ Photoshop มาเกือบทั้งหมด และใช้งานซับซ้อนน้อยกว่า (และราคาก็ไม่แพงเท่าด้วย) รวมถึง Lightroom ที่เป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อการปรับแต่งภาพโดยเฉพาะ</p>
<p>ห้าข้อนี้คือหลุมพรางยอดนิยมที่มักจะโดนกัน มันจะทำให้เราท้อและสิ้นหวังต่อการถ่ายภาพจนสุดท้ายเราก็จะไม่มีอะไรที่พัฒนาขึ้นมา คติง่ายๆ คืออย่ายอมแพ้ ถ่ายรูปต่อไป และเราจะพัฒนาขึ้นครับ</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F03%2F21%2F5-mind-trap-for-beginner-photographer%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/03/21/5-mind-trap-for-beginner-photographer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนะนำเว็บสร้างรูปประจำตัว (Avatar) 3 แบบ 3 สไตล์</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/03/17/recommended-avatar-generator-web-service/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/03/17/recommended-avatar-generator-web-service/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Mar 2010 07:30:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Internet]]></category>
		<category><![CDATA[Avatar]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Web Application]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2069</guid>
		<description><![CDATA[Avatar หรืออวตาร เป็นคำที่ใช้แทนตัวตนของผู้ใช้ที่ปรากฎอยู่ทั่วไปบนระบบอินเตอร์เน็ต และแน่นอนว่าหากมีระบบ community ก็จะมีช่องให้คุณอัพโหลดเจ้าอวตารพวกนี้ใส่เข้าไปในระบบเพื่อใช้แทนรูปของตนเอง ซึ่งหลายคนก็อาจจะใช้รูปสิ่งที่ชอบ หรือบางคนกล้าหน่อยก็ใช้รูปของตัวเองเลย (ระบบในบล็อกนี้จะใช้ avatar ที่เชื่อมกับ e-mail อย่าง Gravatar ที่จะดึงรูปมาโดยอัตโนมัติตามอีเมลล์ของผู้ที่เข้ามาคอมเม้นท์) วันนี้ผมจะแนะนำเว็บสักสามที่ที่เอาไว้สร้างรูปประจำตัว แน่นอนว่าสามแบบสามสไตล์เลย Avatara Avatara เป็นบริการที่จะอนุญาตให้สามารถสร้างรูปประจำตัวของเราได้ในรูปแบบโมเดลสามมิติ โดยสามารถเลือกรูปแบบของหน้าตาได้หลากหลายรูปแบบ เหมือนกับเล่นเกม The Sims เลยก็ไม่ปาน นอกจากนี้ยังสามารถอัพโหลดรูปหน้าตรงของเราเข้าไปเพื่อให้โปรแกรมสร้างรูปเสมือนของเราเองได้อีกต่างหาก ใครชอบโมเดลแบบสมจริงสามารถเข้าไปได้เลยไม่มีผิดหวังครับ Digibody’s Caricature Maker ใครที่สนใจลายเส้นดินสอไม่ควรพลาดเว็บไซต์แห่งนี้ครับ เพราะอนุญาตให้คุณสามารถสร้างใบหน้าในรูปแบบลายเส้นดินสอได้มากมายหลากหลายรูปแบบ สไตล์อาร์ตๆ แบบนี้ใครชอบก็ไม่ควรพลาดครับ FaceYourManga เว็บไซต์ยอดนิยมที่เรามักจะเห็นมีคนนิยมใช้กันบ่อยๆ กับรูปแบบหน้าตาสไตล์การ์ตูนมังงะ เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์ที่มีคนนิยมใช้กันมากที่สุดแห่งหนึ่งในการสร้างรูปประจำตัวครับ จริงๆ มีเว็บไซต์อีกมากที่ช่วยสร้างรูปประจำตัวสวยๆ ให้กับเรา ซึ่งหากใครมีเว็บที่แนะนำเพิ่มเติมก็สามารถใส่เพิ่มในคอมเม้นท์ด้านล่างได้เลยครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/03/avatar.jpg" rel="lightbox[2069]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2073" title="avatar" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/03/avatar.jpg" alt="avatar แนะนำเว็บสร้างรูปประจำตัว (Avatar) 3 แบบ 3 สไตล์" width="448" height="262" /></a></p>
<p>Avatar หรืออวตาร เป็นคำที่ใช้แทนตัวตนของผู้ใช้ที่ปรากฎอยู่ทั่วไปบนระบบอินเตอร์เน็ต และแน่นอนว่าหากมีระบบ community ก็จะมีช่องให้คุณอัพโหลดเจ้าอวตารพวกนี้ใส่เข้าไปในระบบเพื่อใช้แทนรูปของตนเอง  ซึ่งหลายคนก็อาจจะใช้รูปสิ่งที่ชอบ หรือบางคนกล้าหน่อยก็ใช้รูปของตัวเองเลย (ระบบในบล็อกนี้จะใช้ avatar ที่เชื่อมกับ e-mail อย่าง <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://en.gravatar.com/">Gravatar</a> ที่จะดึงรูปมาโดยอัตโนมัติตามอีเมลล์ของผู้ที่เข้ามาคอมเม้นท์) วันนี้ผมจะแนะนำเว็บสักสามที่ที่เอาไว้สร้างรูปประจำตัว แน่นอนว่าสามแบบสามสไตล์เลย<span id="more-2069"></span></p>
<h2><a rel="nofollow" target="_blank" href="http://avatara.com/builder/" target="_blank"><strong>Avatara</strong></a></h2>
<p><strong><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/03/avatara.jpg" rel="lightbox[2069]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2072" title="avatara" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/03/avatara.jpg" alt="avatara แนะนำเว็บสร้างรูปประจำตัว (Avatar) 3 แบบ 3 สไตล์" width="580" height="354" /></a><br />
</strong></p>
<p>Avatara เป็นบริการที่จะอนุญาตให้สามารถสร้างรูปประจำตัวของเราได้ในรูปแบบโมเดลสามมิติ โดยสามารถเลือกรูปแบบของหน้าตาได้หลากหลายรูปแบบ เหมือนกับเล่นเกม The Sims เลยก็ไม่ปาน นอกจากนี้ยังสามารถอัพโหลดรูปหน้าตรงของเราเข้าไปเพื่อให้โปรแกรมสร้างรูปเสมือนของเราเองได้อีกต่างหาก ใครชอบโมเดลแบบสมจริงสามารถเข้าไปได้เลยไม่มีผิดหวังครับ</p>
<h2><a rel="nofollow" target="_blank" href="http://digibody.com/avatar-maker/index.php" target="_blank"><strong>Digibody’s Caricature Maker</strong></a></h2>
<p><strong><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/03/digibody.png" rel="lightbox[2069]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2071" title="digibody" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/03/digibody.png" alt="digibody แนะนำเว็บสร้างรูปประจำตัว (Avatar) 3 แบบ 3 สไตล์" width="580" height="284" /></a><br />
</strong></p>
<p>ใครที่สนใจลายเส้นดินสอไม่ควรพลาดเว็บไซต์แห่งนี้ครับ เพราะอนุญาตให้คุณสามารถสร้างใบหน้าในรูปแบบลายเส้นดินสอได้มากมายหลากหลายรูปแบบ สไตล์อาร์ตๆ แบบนี้ใครชอบก็ไม่ควรพลาดครับ</p>
<h2><a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.faceyourmanga.it/faceyourmanga.php?lang=eng" target="_blank"><strong>FaceYourManga</strong></a></h2>
<p>เว็บไซต์ยอดนิยมที่เรามักจะเห็นมีคนนิยมใช้กันบ่อยๆ กับรูปแบบหน้าตาสไตล์การ์ตูนมังงะ เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์ที่มีคนนิยมใช้กันมากที่สุดแห่งหนึ่งในการสร้างรูปประจำตัวครับ</p>
<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/03/mangatar.jpg" rel="lightbox[2069]"><img class="aligncenter size-full wp-image-2070" title="mangatar" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/03/mangatar.jpg" alt="mangatar แนะนำเว็บสร้างรูปประจำตัว (Avatar) 3 แบบ 3 สไตล์" width="593" height="352" /></a></p>
<p>จริงๆ มีเว็บไซต์อีกมากที่ช่วยสร้างรูปประจำตัวสวยๆ ให้กับเรา ซึ่งหากใครมีเว็บที่แนะนำเพิ่มเติมก็สามารถใส่เพิ่มในคอมเม้นท์ด้านล่างได้เลยครับ</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F03%2F17%2Frecommended-avatar-generator-web-service%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/03/17/recommended-avatar-generator-web-service/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรับแต่งระบบการค้นหาไฟล์ของ Windows เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/03/08/improve-performance-to-your-windows-by-change-windows-indexing-options/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/03/08/improve-performance-to-your-windows-by-change-windows-indexing-options/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 12:45:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Windows]]></category>
		<category><![CDATA[Windows 7]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=2023</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งที่แล้วผมเคยนำ tips ที่เกี่ยวกับการปรับแต่งและเปิดใช้ Windows Search Index เพื่อทำให้การค้นหาไฟล์ในระบบนั้นใช้เวลาที่น้อยลง แต่มันก็มีข้อเสียอยู่ประการหนึ่งเช่นกันคือ ฮาร์ดดิสก์และเครื่องจะทำงานเบื้องหลังอยู่ตลอดเวลาเพื่อทำการ index ไฟล์เข้าไปเก็บเป็นไฟล์สารบัญ สำหรับบทความนี้ผมจะมานำเสนอการปรับแต่งระบบ Search Indexing เพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้สามารถใช้ได้กับทั้ง Windows Vista, Windows 7 ไปที่ Start Menu พิมพ์ Indexing Option กด Enter จะเจอหน้าต่างของ Indexing Options ให้กดปุ่ม Modify ด้านล่าง กดปุ่ม Show All Locations หากคุณตั้งรหัสไว้อาจจะต้องใส่ด้วย ให้ดูที่ด้านบน จะมีไดรฟ์ต่างๆ ที่เราจะเลือกให้ทำการ Index ซึ่งเทคนิคตรงนี้ให้ท่านๆ ตัดสินใจเอาเองว่า folder ไหนที่ควรจะทำ index สำหรับข้อแนะนำของผมคือให้ติ๊กถูกเฉพาะ folder ที่มีไฟล์จำนวนเยอะๆ และเรามักจะหาไฟล์ที่ต้องการลำบากหน่อย ก็ให้ทำ index ไปเลยครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/file-search-icon.jpg" rel="lightbox[2023]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1611" title="file-search-icon" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2009/12/file-search-icon.jpg" alt="file search icon ปรับแต่งระบบการค้นหาไฟล์ของ Windows เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น" width="380" height="285" /></a>ครั้งที่แล้วผมเคยนำ tips ที่เกี่ยวกับการ<a href="http://www.techblog.in.th/2009/12/28/about-windows-file-search/">ปรับแต่งและเปิดใช้ Windows Search Index</a> เพื่อทำให้การค้นหาไฟล์ในระบบนั้นใช้เวลาที่น้อยลง แต่มันก็มีข้อเสียอยู่ประการหนึ่งเช่นกันคือ ฮาร์ดดิสก์และเครื่องจะทำงานเบื้องหลังอยู่ตลอดเวลาเพื่อทำการ index ไฟล์เข้าไปเก็บเป็นไฟล์สารบัญ <span id="more-2023"></span>สำหรับบทความนี้ผมจะมานำเสนอการปรับแต่งระบบ Search Indexing เพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้สามารถใช้ได้กับทั้ง Windows Vista, Windows 7</p>
<ol>
<li>ไปที่ <strong>Start Menu</strong> พิมพ์<strong> Indexing Option</strong> กด <strong>Enter</strong></li>
<li>จะเจอหน้าต่างของ<strong> Indexing Options</strong> ให้กดปุ่ม <strong>Modify </strong>ด้านล่าง</li>
<li>กดปุ่ม <strong>Show All Locations</strong> หากคุณตั้งรหัสไว้อาจจะต้องใส่ด้วย</li>
<li>ให้ดูที่ด้านบน จะมีไดรฟ์ต่างๆ ที่เราจะเลือกให้ทำการ Index ซึ่งเทคนิคตรงนี้ให้ท่านๆ ตัดสินใจเอาเองว่า folder ไหนที่ควรจะทำ index สำหรับข้อแนะนำของผมคือให้ติ๊กถูกเฉพาะ folder ที่มีไฟล์จำนวนเยอะๆ และเรามักจะหาไฟล์ที่ต้องการลำบากหน่อย ก็ให้ทำ index ไปเลยครับ จะได้สะดวกในการค้นหาไฟล์ต่างๆ</li>
<li>เสร็จแล้วให้กด <strong>close </strong>ออกมาให้หมดครับ</li>
</ol>
<p>ข้อดีของการทำแบบนี้คือจะได้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องกลับมาเพราะ harddisk ได้ทำการ index ไฟล์น้อยลงครับ นอกจากนี้ผมจะยังมีอีกหนึ่งเทคนิคการให้ service indexing ทำการเปิดตัวเองเมื่อยามที่จะใช้งานเท่านั้น วิธีนั้นก็คือ</p>
<ol>
<li>ไปที่ <strong>Start Menu</strong> พิมพ์ <strong>Services </strong>ให้เลือก Services ของ Control Panel แล้วกด <strong>Enter</strong></li>
<li>ให้มองหา Service ที่ชื่อ <strong>Windows Search</strong> แล้วคลิกขวาเลือก <strong>Properties</strong></li>
<li>ให้มองดูในช่อง <strong>Startup Type</strong> ให้เลือกภายในกล่องเป็น <strong>Manual </strong>แล้วกด OK</li>
<li>กดปิดหน้าจอของ Services ได้เลย</li>
</ol>
<p>วิธีนี้จะทำให้ Windows Search จะไม่ทำงานทันทีเมื่อเราเริ่มวินโดวส์ใหม่ และจะเริ่มทำงานเมื่อเราเริ่ม Search ข้อมูลเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าหากเราไม่ได้ใช้การ Search ในการใช้งานวินโดวส์ครั้งนั้น ก็สามารถช่วยประหยัดทรัพยากรของเครื่องได้ส่วนนึง</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F03%2F08%2Fimprove-performance-to-your-windows-by-change-windows-indexing-options%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/03/08/improve-performance-to-your-windows-by-change-windows-indexing-options/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หนังหรือภาพ 3 มิติ ทำงานอย่างไร ?</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/02/16/how-3d-work/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/02/16/how-3d-work/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Feb 2010 10:14:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Other]]></category>
		<category><![CDATA[3D]]></category>
		<category><![CDATA[3D Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Avatar]]></category>
		<category><![CDATA[LCD TV]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=1931</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีภาพ 3D กำลังที่จะกลับมาฮิตในบ้านเรารวมถึงทั่วทั้งโลกอีกครั้งนึง เหตุนึงก็เพราะภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงอย่าง Avatar ได้พาผู้ชมไปสู่โลกแห่งใหม่แบบที่ไม่เคยมีภาพยนตร์เรื่องไหนเคยทำได้มาก่อน ด้วยเทคโนโลยีภาพ 3D ที่สมจริงเหมือนกับว่าเราได้ไปอยู่บนดาวแพนโดร่ากับตัวละครด้วยก็คงจะไม่พูดเกินเลยไปนัก เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า กับเทคโนโลยี 3D ที่เป็นนิยมกันในปัจจุบันและอนาคต Anaglyph จริงๆ เทคโนโลยี 3D นั้นมีมานานแล้วนับร้อยปี โดยที่ในยุคแรกๆ เราจะเรียกการฉายภาพ 3D แบบดั้งเดิมนี้ว่า Anaglyph หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีในรูปแบบของแว่นตาสีแดงและสีน้ำเงิน โดยหลักการของภาพ 3D แบบนี้คือการใช้ฉายภาพสองภาพซ้อนลงไปบนเฟรมเดียวกัน โดยที่ภาพสองภาพจะมีลักษณะของสีที่แตกต่างคือสีแดง และสีน้ำเงิน (รวมถึงมุมมองที่เหลื่อมกันเล็กน้อยด้วย) ส่วนแว่นตัวนี้ก็จะมีหน้านี้คือการหักล้างสีที่ไม่ตรงกับฟิลเตอร์สีนั้นๆ ออกไปเช่นสีแดง ก็จะรับเพียงสีแดงเข้ามา (คือแสดงเป็นภาพ) ส่วนสีที่เหลือจะกลายเป็นสีดำ อีกข้างก็เช่นเดียวกัน ข้อเสียคือสีจะค่อนข้างซีดและไม่สดใสเท่าที่ควร ข้อดีคือราคาถูก (แว่นประเภทนี้ราคาไม่กี่บาทเท่านั้นเอง) Polarized 3D ต่อมาได้พัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งโดยการฉายภาพสองภาพลงไปบนเฟรมเดียวกันเหมือนเดิม แต่รอบนี้ภาพที่ฉายออกมาจะเป็นภาพที่ผ่านฟิลเตอร์ Polarize ที่แตกต่างกัน ภาพที่ได้ก็จะเหลื่อมกันเหมือนเดิม (หากไม่ได้มองผ่านแว่น) แต่แว่นตัวนี้จะพิเศษหน่อยคือด้านหนึ่งจะกรองคลื่นแสงเฉพาะแนวนอน ส่วนอีกด้านก็แนวตั้งเท่านั้น รูปแบบการฉายแบบ Polarized นี่คือเทคโนโลยีที่อยู่ในยุคปัจจุบัน Avatar ก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน รวมถึงทีวี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/3d-movie-head.jpg" rel="lightbox[1931]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1938" title="3d-movie-head" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/3d-movie-head.jpg" alt="3d movie head หนังหรือภาพ 3 มิติ ทำงานอย่างไร ?" width="500" height="250" /></a></p>
<p>ช่วงนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีภาพ 3D กำลังที่จะกลับมาฮิตในบ้านเรารวมถึงทั่วทั้งโลกอีกครั้งนึง เหตุนึงก็เพราะภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงอย่าง Avatar ได้พาผู้ชมไปสู่โลกแห่งใหม่แบบที่ไม่เคยมีภาพยนตร์เรื่องไหนเคยทำได้มาก่อน ด้วยเทคโนโลยีภาพ 3D ที่สมจริงเหมือนกับว่าเราได้ไปอยู่บนดาวแพนโดร่ากับตัวละครด้วยก็คงจะไม่พูดเกินเลยไปนัก<span id="more-1931"></span></p>
<p>เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า กับเทคโนโลยี 3D ที่เป็นนิยมกันในปัจจุบันและอนาคต</p>
<h3><strong>Anaglyph</strong></h3>
<p>จริงๆ เทคโนโลยี 3D นั้นมีมานานแล้วนับร้อยปี โดยที่ในยุคแรกๆ เราจะเรียกการฉายภาพ 3D แบบดั้งเดิมนี้ว่า Anaglyph หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีในรูปแบบของแว่นตาสีแดงและสีน้ำเงิน</p>
<div id="attachment_1933" class="wp-caption aligncenter" style="width: 330px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/glasses-anaglyph.jpg" rel="lightbox[1931]"><img class="size-full wp-image-1933" title="glasses-anaglyph" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/glasses-anaglyph.jpg" alt="glasses anaglyph หนังหรือภาพ 3 มิติ ทำงานอย่างไร ?" width="320" height="185" /></a><p class="wp-caption-text">แว่น Anaglyph ที่เราคุ้นเคยกันดี</p></div>
<p>โดยหลักการของภาพ 3D แบบนี้คือการใช้ฉายภาพสองภาพซ้อนลงไปบนเฟรมเดียวกัน โดยที่ภาพสองภาพจะมีลักษณะของสีที่แตกต่างคือสีแดง และสีน้ำเงิน (รวมถึงมุมมองที่เหลื่อมกันเล็กน้อยด้วย) ส่วนแว่นตัวนี้ก็จะมีหน้านี้คือการหักล้างสีที่ไม่ตรงกับฟิลเตอร์สีนั้นๆ ออกไปเช่นสีแดง ก็จะรับเพียงสีแดงเข้ามา (คือแสดงเป็นภาพ) ส่วนสีที่เหลือจะกลายเป็นสีดำ อีกข้างก็เช่นเดียวกัน ข้อเสียคือสีจะค่อนข้างซีดและไม่สดใสเท่าที่ควร ข้อดีคือราคาถูก (แว่นประเภทนี้ราคาไม่กี่บาทเท่านั้นเอง)</p>
<div id="attachment_1932" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/anaglyph-valleys.jpg" rel="lightbox[1931]"><img class="size-full wp-image-1932" title="anaglyph-valleys" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/anaglyph-valleys.jpg" alt="anaglyph valleys หนังหรือภาพ 3 มิติ ทำงานอย่างไร ?" width="500" height="301" /></a><p class="wp-caption-text">ตัวอย่างภาพ Anaglyph ภาพจาก Kiwizone&#39;s Flickr</p></div>
<h3><strong>Polarized 3D</strong></h3>
<p>ต่อมาได้พัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งโดยการฉายภาพสองภาพลงไปบนเฟรมเดียวกันเหมือนเดิม  แต่รอบนี้ภาพที่ฉายออกมาจะเป็นภาพที่ผ่านฟิลเตอร์ Polarize ที่แตกต่างกัน ภาพที่ได้ก็จะเหลื่อมกันเหมือนเดิม (หากไม่ได้มองผ่านแว่น) แต่แว่นตัวนี้จะพิเศษหน่อยคือด้านหนึ่งจะกรองคลื่นแสงเฉพาะแนวนอน ส่วนอีกด้านก็แนวตั้งเท่านั้น</p>
<div id="attachment_1935" class="wp-caption aligncenter" style="width: 426px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/polarized-3d-image.jpg" rel="lightbox[1931]"><img class="size-full wp-image-1935" title="polarized-3d-image" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/polarized-3d-image.jpg" alt="polarized 3d image หนังหรือภาพ 3 มิติ ทำงานอย่างไร ?" width="416" height="312" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพที่ผ่านกระบวนการ Polarized</p></div>
<p>รูปแบบการฉายแบบ Polarized นี่คือเทคโนโลยีที่อยู่ในยุคปัจจุบัน Avatar ก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน รวมถึงทีวี 3D ที่ออกวางจำหน่ายในปัจจุบันด้วย แต่รูปแบบของการฉายจะมีอีกสองแบบแยกย่อยออกไปอีกคือ</p>
<ul>
<li>Linear Polarization: นี่เป็นรูปแบบปัจจุบันที่ใช้กันเยอะ คือการกรองในแนวตั้ง และแนวนอน ข้อเสียคือหากคุณหมุนหัวหรือนั่งไม่ได้ระดับ ภาพจะแยกออกกันในทันที (เหตุผลที่ควรนั่งในโรงและมองให้ตรงฉากกับจอ และอยู่ให้นิ่ง ก็เพราะใช้แว่นแบบนี้) ข้อดีคือราคาไม่แพงมาก</li>
<li>Circular Polarization: รูปแบบคล้ายด้าานบน แต่ฟิลเตอร์จะกรองแสงแบบตามเข็มนาฬิกา และทวนเข็มแทน ข้อดีของแบบนี้คือสามารถหันหัวไปมาได้ (แต่ในไทยผมไม่เคยเห็นแบบนี้แฮะ ใครเจอโปรดแจ้ง)</li>
</ul>
<div id="attachment_1936" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/polarized-3d-glass.jpg" rel="lightbox[1931]"><img class="size-full wp-image-1936" title="polarized-3d-glass" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/polarized-3d-glass.jpg" alt="polarized 3d glass หนังหรือภาพ 3 มิติ ทำงานอย่างไร ?" width="500" height="281" /></a><p class="wp-caption-text">แว่น Polarized</p></div>
<p><strong>Parallax Barrier</strong></p>
<p>ปัจจุบันเรายังไม่ค่อยเห็นเทคนิคแบบนี้เท่าไหร่นัก แต่เทคนิคแบบนี้ข้อดีคือไม่ต้องใช้แว่นใดๆ ในการมองเลย เป็นเทคโนโลยีที่จะใช้ในทีวียุคต่อไป ใช้การฉายภาพสองเฟรมพร้อมกันลงบนจอ และมีฟิลเตอร์กรองแสงบนหน้าจอให้เข้าลูกกะตาของเราสองข้างแทน (แสงพุ่งเข้าตาแบบตรงๆ ชนิดไม่ต้องใช้แว่น) วิธีนี้เวิร์คสุดๆ แต่ยังเป็นอนาคตอีกยาวไกลที่ต้องพัฒนากันต่อ (ผมว่าจอ 3D ตามห้างดังๆ ก็อาจใช้หลักการเดียวกันกับแบบนี้นั่นละครับ)</p>
<p>รูปแบบที่กล่าวมาทั้งสามแบบ มีจุดประสงค์เดียวกันทั้งหมดคือทำให้เราได้รับภาพที่แตกต่างกันสองภาพสำหรับดวงตาของเรา เพราะการมองภาพให้ได้เป็น 3D นั้นจำเป็นต้องได้ภาพที่มีมุมมองสำหรับลูกตาสองข้างของเรา เราสามารถทดสอบรูปแบบของภาพที่จะเข้าลูกตาเราทั้งสองข้างได้เองโดยการหลับตาเพียงข้างเดียวและสลับซ้ายขวาดู ภาพที่ได้จะมีความแตกต่างกันนิดหน่อยจากตำแหน่งของลูกตาทั้งสองข้างที่ต่างกัน</p>
<p>และนี่คือรูปภาพที่อธิบายง่ายๆ เกี่ยวกับรูปแบบของภาพ 3D แบบต่างๆ ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เครดิตภาพจาก <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://kotaku.com/5472582/how-3d-actually-works" target="_blank">Kotaku</a> และ <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.onlineschools.org/" target="_blank">Online Schools</a></p>
<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/3d-image-cheatsheet.jpg" rel="lightbox[1931]"><img class="aligncenter size-large wp-image-1934" title="3d image cheatsheet" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/3d-image-cheatsheet-310x1024.jpg" alt="3d image cheatsheet 310x1024 หนังหรือภาพ 3 มิติ ทำงานอย่างไร ?" width="310" height="1024" /></a></p>
<p><em>ข้อมูลจาก: <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Stereoscopy">Wikipedia</a></em><br />
<!--adsense#hor--></p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F02%2F16%2Fhow-3d-work%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/02/16/how-3d-work/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>MyDefrag โปรแกรมจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสที่เร็ว และเบา</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/02/07/mydefrag-recommended-disk-defragment-program/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/02/07/mydefrag-recommended-disk-defragment-program/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Feb 2010 08:12:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Application]]></category>
		<category><![CDATA[MyDefrag]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Utilities]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=1900</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าใครยังใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์อยู่ คงจะหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องไฟล์ภายในเครื่องที่เริ่มจะยุ่งเหยิงเมื่อเราใช้เครื่องไปนานๆ ไม่ได้ โปรแกรมจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ในท้องตลาดมีมากมายทั้งของฟรี และแบบเสียเงิน วันนี้ผมจะมาแนะนำโปรแกรมตัวหนึ่งที่น่าสนใจไม่เบาเลยสำหรับโปรแกรมตัวนี้ที่มีชื่อว่า MyDefrag MyDefrag เป็นโปรแกรมฟรีๆ ที่มีขนาดเพียงไม่ถึง 2 MB ที่มีความสามารถในขั้นพื้นฐานค่อนข้างครบถ้วน ทั้งการจัดการพื้นที่ว่าง (Consolidate) ให้กลับมาเรียงต่อกัน การวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้น และออปชั่นในการจัดเรียงอีกหลายรูปแบบเช่น แบบเรียงทุกวัน รายสัปดาห์หรือรายเดือน และที่น่าสนใจที่สุดคือรูปแบบของการจัดเรียงสำหรับสื่อข้อมูลชนิด flash memory (Flash Drive, Solid State Drive) ที่เน้นการจัดเรียงข้อมูลเพื่อรักษาสื่อเก็บข้อมูลให้ยาวนานที่สุด (ปกติการจัดเรียงข้อมูลแบบอื่นๆ หรือโปรแกรมตัวอื่นๆ จะทำการเขียนและอ่านเยอะมาก จนอาจจะทำให้ flash memory เสื่อมสภาพเร็ว) นอกจากนี้สำหรับคนที่ชอบความสะใจสามารถเขียนสคริปต์ที่ใช้ในการจัดเรียงข้อมูลได้เองอีกต่างหาก สำหรับใครที่สนใจก็ลองโหลดไปใช้งานกันได้ ขนาดเพียง 1.9 MB เท่านั้นครับ - MyDefrag (โปรแกรมจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์) สำหรับออปชั่นที่ผมแนะนำคือ Optimize Monthly ที่จัดเรียงข้อมูลเดือนละครั้ง ซึ่งอาจจะนานนิดนึงแต่ก็คุ้มครับ สำหรับใครที่อยากได้ความเร็วก็ลองดูแบบ daily ก็ได้ครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/mydefrag.jpg" rel="lightbox[1900]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1901" title="mydefrag" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/mydefrag.jpg" alt="mydefrag MyDefrag โปรแกรมจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสที่เร็ว และเบา" width="417" height="347" /></a><br />
ถ้าใครยังใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์อยู่ คงจะหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องไฟล์ภายในเครื่องที่เริ่มจะยุ่งเหยิงเมื่อเราใช้เครื่องไปนานๆ ไม่ได้ <span id="more-1900"></span>โปรแกรมจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ในท้องตลาดมีมากมายทั้งของฟรี และแบบเสียเงิน วันนี้ผมจะมาแนะนำโปรแกรมตัวหนึ่งที่น่าสนใจไม่เบาเลยสำหรับโปรแกรมตัวนี้ที่มีชื่อว่า MyDefrag</p>
<p style="text-align: left;">MyDefrag เป็นโปรแกรมฟรีๆ ที่มีขนาดเพียงไม่ถึง 2 MB ที่มีความสามารถในขั้นพื้นฐานค่อนข้างครบถ้วน ทั้งการจัดการพื้นที่ว่าง (Consolidate) ให้กลับมาเรียงต่อกัน การวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้น และออปชั่นในการจัดเรียงอีกหลายรูปแบบเช่น แบบเรียงทุกวัน รายสัปดาห์หรือรายเดือน และที่น่าสนใจที่สุดคือรูปแบบของการจัดเรียงสำหรับสื่อข้อมูลชนิด flash memory (Flash Drive, Solid State Drive) ที่เน้นการจัดเรียงข้อมูลเพื่อรักษาสื่อเก็บข้อมูลให้ยาวนานที่สุด (ปกติการจัดเรียงข้อมูลแบบอื่นๆ หรือโปรแกรมตัวอื่นๆ จะทำการเขียนและอ่านเยอะมาก จนอาจจะทำให้ flash memory เสื่อมสภาพเร็ว) นอกจากนี้สำหรับคนที่ชอบความสะใจสามารถเขียนสคริปต์ที่ใช้ในการจัดเรียงข้อมูลได้เองอีกต่างหาก</p>
<p style="text-align: left;">สำหรับใครที่สนใจก็ลองโหลดไปใช้งานกันได้ ขนาดเพียง 1.9 MB เท่านั้นครับ</p>
<h3 style="text-align: left;">- <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.mydefrag.com/Manual-DownloadAndInstall.html">MyDefrag</a> (โปรแกรมจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์)</h3>
<p style="text-align: left;">สำหรับออปชั่นที่ผมแนะนำคือ Optimize Monthly ที่จัดเรียงข้อมูลเดือนละครั้ง ซึ่งอาจจะนานนิดนึงแต่ก็คุ้มครับ สำหรับใครที่อยากได้ความเร็วก็ลองดูแบบ daily ก็ได้ครับ</p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F02%2F07%2Fmydefrag-recommended-disk-defragment-program%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/02/07/mydefrag-recommended-disk-defragment-program/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เว็บไซต์แนะนำ สำหรับผู้ใช้แคนอน</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/02/05/recommended-website-for-canon-eos-user/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/02/05/recommended-website-for-canon-eos-user/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 10:03:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photography - Other]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Canon]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=1887</guid>
		<description><![CDATA[ผมเป็นคนนึงที่ใช้กล้องยี่ห้อ Canon มาจะว่าไปก็หลายรุ่นอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะตัวล่าสุดที่ใช้นี่ก็คือ EOS 450D รุ่นยอดนิยม (ที่ตอนนี้อาจจะตกรุ่นไปแล้ว ฮาาาา) จะว่าไปช่วงนี้ผมแทบไม่ได้อัพเดทเนื้อหาอะไรใส่ในส่วนของ Photography เลย ทำไปทำมาหมวดนี้กลายเป็นหมวดที่เงียบเหงาที่สุดในหมวดหมู่ทั้งหมด วันนี้ผมเลยหาเว็บไซต์สำหรับคนที่ใช้กล้องยี่ห้อนี้มาฝาก (ฝั่งนิคไม่ต้องน้อยใจไป ว่างๆ จะรวมมาให้เช่นกัน) สำหรับผมถือว่าเป็นเว็บไซต์สามัญประจำบ้านของกล้องยี่ห้อนี้ ที่น่าจะบุ๊คมาร์กไว้เลยละ 1. Canon Digital Learning Center (ภาษาอังกฤษ) เป็นเว็บไซต์ศูนย์กลางของ Canon อเมริกา ที่มีเนื้อหาดีๆ บนเว็บไซต์มากมายทั้งการทดสอบกล้องรุ่นใหม่ๆ ของทางแคนอนเองโดยช่างภาพชื่อดัง วิดีโอสาธิตการใช้งานกล้อง เทคนิคการถ่ายภาพและรูปสวยๆ จากช่างภาพชื่อดังที่ใช้กล้องดิจิตอลของแคนอน ใครไม่กลัวภาษาอังกฤษแนะนำให้เข้าไปอ่านเก็บข้อมูลเป็นอย่างยิ่งครับ ทุกอย่างเกี่ยวกับแคนอน มีครบจริงๆ นะเออ 2. Canon EOS System (ภาษาอังกฤษ) เว็บไซต์ของแคนอนอเมริกาเช่นกัน แต่เป็นหน้าของผลิตภัณฑ์ในตระกูล EOS ที่น่าสนใจคือเมนูทางขวาครับ มีข้อมูลเกี่ยวกับเลนส์ที่ทุกรุ่นของแคนอน รวมถึงมีชาร์ทเปรียบเทียบให้ดูด้วย ข้อมูลทุกอย่างถือว่าครบครันทั้งกล้องและเลนส์ครับ ลองเข้าไปชมกันได้ครับ 3. Canon EOS Privilege [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/canon-recommended-site.jpg" rel="lightbox[1887]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1891" title="canon-recommended-site" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/canon-recommended-site.jpg" alt="canon recommended site เว็บไซต์แนะนำ สำหรับผู้ใช้แคนอน" width="493" height="234" /></a></p>
<p>ผมเป็นคนนึงที่ใช้กล้องยี่ห้อ Canon มาจะว่าไปก็หลายรุ่นอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะตัวล่าสุดที่ใช้นี่ก็คือ EOS 450D รุ่นยอดนิยม (ที่ตอนนี้อาจจะตกรุ่นไปแล้ว ฮาาาา)<span id="more-1887"></span> จะว่าไปช่วงนี้ผมแทบไม่ได้อัพเดทเนื้อหาอะไรใส่ในส่วนของ Photography เลย ทำไปทำมาหมวดนี้กลายเป็นหมวดที่เงียบเหงาที่สุดในหมวดหมู่ทั้งหมด วันนี้ผมเลยหาเว็บไซต์สำหรับคนที่ใช้กล้องยี่ห้อนี้มาฝาก (ฝั่งนิคไม่ต้องน้อยใจไป ว่างๆ จะรวมมาให้เช่นกัน) สำหรับผมถือว่าเป็นเว็บไซต์สามัญประจำบ้านของกล้องยี่ห้อนี้ ที่น่าจะบุ๊คมาร์กไว้เลยละ</p>
<h3><em>1. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.usa.canon.com/dlc/controller?act=HomePageAct" target="_blank">Canon Digital Learning Center (ภาษาอังกฤษ)</a></em></h3>
<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/canon_dlc.jpg" rel="lightbox[1887]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1888" title="canon_dlc" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/canon_dlc.jpg" alt="canon dlc เว็บไซต์แนะนำ สำหรับผู้ใช้แคนอน" width="500" height="234" /></a></p>
<p>เป็นเว็บไซต์ศูนย์กลางของ Canon อเมริกา ที่มีเนื้อหาดีๆ บนเว็บไซต์มากมายทั้งการทดสอบกล้องรุ่นใหม่ๆ ของทางแคนอนเองโดยช่างภาพชื่อดัง วิดีโอสาธิตการใช้งานกล้อง เทคนิคการถ่ายภาพและรูปสวยๆ จากช่างภาพชื่อดังที่ใช้กล้องดิจิตอลของแคนอน ใครไม่กลัวภาษาอังกฤษแนะนำให้เข้าไปอ่านเก็บข้อมูลเป็นอย่างยิ่งครับ ทุกอย่างเกี่ยวกับแคนอน มีครบจริงๆ นะเออ</p>
<h3><em>2. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.usa.canon.com/consumer/controller?act=MultiMiscPageAct&amp;key=Lens_Advantage_Select&amp;fcategoryid=140" target="_blank">Canon EOS System (ภาษาอังกฤษ)</a></em></h3>
<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/canon-eos-system.jpg" rel="lightbox[1887]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1889" title="canon-eos-system" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/canon-eos-system.jpg" alt="canon eos system เว็บไซต์แนะนำ สำหรับผู้ใช้แคนอน" width="500" height="234" /></a><br />
เว็บไซต์ของแคนอนอเมริกาเช่นกัน แต่เป็นหน้าของผลิตภัณฑ์ในตระกูล EOS ที่น่าสนใจคือเมนูทางขวาครับ มีข้อมูลเกี่ยวกับเลนส์ที่ทุกรุ่นของแคนอน รวมถึงมีชาร์ทเปรียบเทียบให้ดูด้วย ข้อมูลทุกอย่างถือว่าครบครันทั้งกล้องและเลนส์ครับ ลองเข้าไปชมกันได้ครับ</p>
<h3><em>3. <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://goto.canon.co.th/eosclub/index.php" target="_blank">Canon EOS Privilege Club (ภาษาไทย)</a></em></h3>
<p><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/canon-eos-privilege-club.jpg" rel="lightbox[1887]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1890" title="canon-eos-privilege-club" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/canon-eos-privilege-club.jpg" alt="canon eos privilege club เว็บไซต์แนะนำ สำหรับผู้ใช้แคนอน" width="500" height="234" /></a><br />
คลับสำหรับผู้ใช้กล้องแคนอนในไทยอย่างเป็นทางการ ที่ให้บริการต่างๆ แก่ผู้ใช้กล้องดิจิตอลของแคนอน ทั้งบริการแกลอรี่ภาพ ข่าวสาร บทสัมภาษณ์จากช่างภาพมืออาชีพ เทคนิคการถ่ายภาพ รวมถึงบางครั้งมีการอบรมจากทีมงานของบริษัทด้วย เรียกว่าครบครันเลยทีเดียวสำหรับเว็บไซต์นี้ ที่สำคัญเป็นภาษาไทยอีกต่างหาก</p>
<p>ใครมีเว็บไซต์สำหรับผู้ใช้แคนอนดีๆ ที่อยากจะแนะนำเพิ่ม ก็แนะนำกันเข้ามาได้ครับ <img src='http://www.techblog.in.th/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt="icon smile เว็บไซต์แนะนำ สำหรับผู้ใช้แคนอน" class='wp-smiley' title="เว็บไซต์แนะนำ สำหรับผู้ใช้แคนอน" /> </p>
<p><!--adsense#hor--></p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F02%2F05%2Frecommended-website-for-canon-eos-user%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/02/05/recommended-website-for-canon-eos-user/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลากหลายวิธีการดาวน์โหลดคลิปจาก Youtube</title>
		<link>http://www.techblog.in.th/2010/02/03/different-way-to-download-video-from-youtube/</link>
		<comments>http://www.techblog.in.th/2010/02/03/different-way-to-download-video-from-youtube/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Feb 2010 04:57:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Steyr Commando</dc:creator>
				<category><![CDATA[Technology - Software]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Download]]></category>
		<category><![CDATA[Download Manager]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.techblog.in.th/?p=1867</guid>
		<description><![CDATA[Youtube คือเว็บอันดับหนึ่งในด้านวิดีโอคลิปของโลกในขณะนี้ ด้วยจำนวนผู้เข้าใช้กว่าหลายสิบล้านคนทั่วโลกต่อวัน แน่นอนว่าชาวไทยอย่างเราๆ ต่างติดเว็บนี้กันชนิดงอมแงม แต่บางครั้งเราเองก็ไม่ค่อยจะสะดวกในการที่จะต้องมาสตรีมมิ่งไฟล์เหล่านี้ทุกๆ ครั้งเมื่อเราอยากจะดู จนทำให้เราอยากจะดาวน์โหลดมันมาเก็บไว้ในเครื่องเสียเองให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย บทความนี้ผมมีหลากหลายวิธีที่จะนำวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บนี้มาฝาก 1. ใช้บริการเว็บไซต์ดาวน์โหลดคลิปจาก Youtube วิธีนี้เป็นหนึ่งวิธีที่ค่อนข้างสะดวกสำหรับคนที่ไม่อยากลงโปรแกรมให้ยุ่งยาก หรือดาวน์โหลดไม่ค่อยจะบ่อยนัก สำหรับเว็บที่ผมแนะนำคือเว็บไซต์ savevid.com ซึ่งปัจจุบันยังใช้งานได้ดี และสามารถดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ได้หลายรูปแบบ ซึ่งถ้าหากคลิปไหนเป็นไฟล์แบบ HD ก็จะสามารถดาวน์โหลดแบบ HD ได้อีกด้วย เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่แนะนำ สำหรับผู้ที่ไม่อยากจะได้ภาพ ต้องการเฉพาะเสียงก็จะมีเว็บไซต์ video2mp3.net ที่สำหรับเอาไว้ดาวน์โหลดเพลงอย่างเดียว เหมาะแก่การสกัดเพลงออกมาจากมิวสิควิดีโอเป็นอย่างยิ่ง หุหุ 2. ใช้ Extension ของ Firefox Firefox เป็นเบราเซอร์ที่มีคนใช้ค่อนข้างเยอะอยู่แล้วในปัจจุบัน (ตอนนี้ผมเองก็ใช้ตัวนี้อยู่) ซึ่งหากใช้ extension แล้วค่อนข้างจะสะดวกเอามากๆ ในการที่จะดาวน์โหลดคลิปเหล่านี้ เนื่องจากเราแทบไม่ต้องพึ่งวิธีการในข้อแรกเลยแต่อย่างใด สำหรับ extension ที่ผมใช้ประจำคือ Flashgot ซึ่งคนที่ใช้ Firefox น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่ง extension ตัวนี้สามารถดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอได้ด้วย ที่สำคัญสามารถจะดาวน์โหลดได้แทบทุกเว็บที่ใช้นามสกุล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/youtube_download.jpg" rel="lightbox[1867]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1873" title="youtube_download" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/youtube_download.jpg" alt="youtube download หลากหลายวิธีการดาวน์โหลดคลิปจาก Youtube" width="480" height="318" /></a></p>
<p>Youtube คือเว็บอันดับหนึ่งในด้านวิดีโอคลิปของโลกในขณะนี้ ด้วยจำนวนผู้เข้าใช้กว่าหลายสิบล้านคนทั่วโลกต่อวัน แน่นอนว่าชาวไทยอย่างเราๆ ต่างติดเว็บนี้กันชนิดงอมแงม <span id="more-1867"></span>แต่บางครั้งเราเองก็ไม่ค่อยจะสะดวกในการที่จะต้องมาสตรีมมิ่งไฟล์เหล่านี้ทุกๆ ครั้งเมื่อเราอยากจะดู จนทำให้เราอยากจะดาวน์โหลดมันมาเก็บไว้ในเครื่องเสียเองให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย บทความนี้ผมมีหลากหลายวิธีที่จะนำวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บนี้มาฝาก</p>
<p><strong>1. ใช้บริการเว็บไซต์ดาวน์โหลดคลิปจาก Youtube</strong></p>
<p>วิธีนี้เป็นหนึ่งวิธีที่ค่อนข้างสะดวกสำหรับคนที่ไม่อยากลงโปรแกรมให้ยุ่งยาก หรือดาวน์โหลดไม่ค่อยจะบ่อยนัก สำหรับเว็บที่ผมแนะนำคือเว็บไซต์ <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://" target="_blank">savevid.com</a> ซึ่งปัจจุบันยังใช้งานได้ดี และสามารถดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ได้หลายรูปแบบ ซึ่งถ้าหากคลิปไหนเป็นไฟล์แบบ HD ก็จะสามารถดาวน์โหลดแบบ HD ได้อีกด้วย เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่แนะนำ<br />
สำหรับผู้ที่ไม่อยากจะได้ภาพ ต้องการเฉพาะเสียงก็จะมีเว็บไซต์ <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.video2mp3.net/" target="_blank">video2mp3.net</a> ที่สำหรับเอาไว้ดาวน์โหลดเพลงอย่างเดียว เหมาะแก่การสกัดเพลงออกมาจากมิวสิควิดีโอเป็นอย่างยิ่ง หุหุ</p>
<div id="attachment_1872" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/savevid.jpg" rel="lightbox[1867]"><img class="size-medium wp-image-1872" title="savevid" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/savevid-300x176.jpg" alt="savevid 300x176 หลากหลายวิธีการดาวน์โหลดคลิปจาก Youtube" width="300" height="176" /></a><p class="wp-caption-text">Savevid.com เว็บช่วยดาวน์โหลดวิดีโอจาก youtube</p></div>
<p><strong>2. ใช้ Extension ของ Firefox</strong></p>
<p style="text-align: left;">Firefox เป็นเบราเซอร์ที่มีคนใช้ค่อนข้างเยอะอยู่แล้วในปัจจุบัน (ตอนนี้ผมเองก็ใช้ตัวนี้อยู่) ซึ่งหากใช้ extension แล้วค่อนข้างจะสะดวกเอามากๆ ในการที่จะดาวน์โหลดคลิปเหล่านี้ เนื่องจากเราแทบไม่ต้องพึ่งวิธีการในข้อแรกเลยแต่อย่างใด สำหรับ extension ที่ผมใช้ประจำคือ <a rel="nofollow" target="_blank" href="https://addons.mozilla.org/" target="_blank">Flashgot</a> ซึ่งคนที่ใช้ Firefox น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่ง extension ตัวนี้สามารถดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอได้ด้วย ที่สำคัญสามารถจะดาวน์โหลดได้แทบทุกเว็บที่ใช้นามสกุล .flv หรือ .mp4 อีกต่างหาก ซึ่งวิธีการดาวน์โหลด คือขณะที่เรากำลังเล่นวิดีโอ ไอคอนของ Flashgot ด้านล่างจะโผล่ขึ้นมาให้เราคลิกครับ</p>
<p style="text-align: center;">
<div id="attachment_1871" class="wp-caption aligncenter" style="width: 482px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/flashgot_youtube.jpg" rel="lightbox[1867]"><img class="size-full wp-image-1871" title="flashgot_youtube" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/flashgot_youtube.jpg" alt="flashgot youtube หลากหลายวิธีการดาวน์โหลดคลิปจาก Youtube" width="472" height="235" /></a><p class="wp-caption-text">ไอคอนเล็กๆ ของ Flashgot ที่โผล่มาเมื่อเราชมคลิป สามารถคลิกเพื่อเลือกไฟล์ที่จะโหลดได้เลย</p></div>
<p><strong>3. ใช้โปรแกรมเฉพาะทาง</strong></p>
<p>อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที๋โหลดเป็นกิจวัตร ก็คือการใช้โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดเช่น <a rel="nofollow" target="_blank" href="http://www.freewarefiles.com/Youtube-Video-Downloader_program_25206.html" target="_blank">Youtube Downloader</a> มาช่วยในการดาวน์โหลด ข้อดีคือเราสามารถแปลงไฟล์ให้อยู่ในรูปแบบที่เราต้องการได้ด้วย เช่น .mp4 สำหรับ iPod, iPod Touch หรือ PSP (แต่ต้องโหลดมาเก็บไว้ก่อนนะครับ แล้วค่อยแปลงอีกทีหนึ่ง)</p>
<div id="attachment_1870" class="wp-caption aligncenter" style="width: 385px"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/youtube_downloader.jpg" rel="lightbox[1867]"><img class="size-full wp-image-1870" title="youtube_downloader" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/youtube_downloader.jpg" alt="youtube downloader หลากหลายวิธีการดาวน์โหลดคลิปจาก Youtube" width="375" height="316" /></a><p class="wp-caption-text">Youtube Downloader</p></div>
<p>แต่สำหรับผมหากจะใช้โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด มีอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ <a href="http://www.techblog.in.th/2009/08/27/download-from-file-hosting-service-easy-with-jdownloader/" target="_blank">Jdownloader</a> ที่เป็นโปรแกรมสารพัดประโยชน์ตัวนึงที่สามารถดาวน์โหลดคลิปจาก Youtube ได้แบบง่ายๆ ซึ่งคราวก่อนผมก็แนะนำโปรแกรมตัวนี้ไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ในด้านการใช้ดาวน์โหลดคลิปวิดีโอ ผมว่ามันทำงานช้าไปนิดนึงครับ ใช้เวลาในการถอดรหัส รวมถึงหยุดโหลดค่อนข้างกินเวลาไม่ค่อยจะทันใจผมเท่าไรนัก แต่ข้อดีคือสามารถเลือกรูปแบบไฟล์ได้เช่นกัน (.mp4, .flv, .mp3)</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/jdownloader_youtube.jpg" rel="lightbox[1867]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1869" title="jdownloader_youtube" src="http://www.techblog.in.th/wp-content/uploads/2010/02/jdownloader_youtube.jpg" alt="jdownloader youtube หลากหลายวิธีการดาวน์โหลดคลิปจาก Youtube" width="479" height="357" /></a></p>
<p>สรุปจากทั้งหมดสามวิธี วิธีที่ผมชอบที่สุดคือการใช้ Add-on ของ Firefox ดีๆ อย่าง Flashgot เข้ามาช่วยในการดาวน์โหลดเพราะว่าทำงานได้ค่อนข้างสะดวกและรวดเร็วมาก อีกวิธีก็คือการใช้เว็บไซต์ในข้อแรกที่ผมได้กล่าวไป เพราะเราไม่ต้องลงโปรแกรมอะไรให้รกเครื่องเพิ่มเติมเลย</p>
<p>ใครมีวิธีไหนที่ดีกว่านี้ที่อยากจะแชร์ ก็แสดงความเห็นกันได้ใน comment ด้านล่างได้เลยครับ<br />
<!--adsense#hor--></p>
<div class="AWD_like_button "><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.techblog.in.th%2F2010%2F02%2F03%2Fdifferent-way-to-download-video-from-youtube%2F&amp;send=false&amp;layout=standard&amp;width=&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=dark&amp;font=arial&amp;height=40" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:px; height:40px;" allowTransparency="true"></iframe></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.techblog.in.th/2010/02/03/different-way-to-download-video-from-youtube/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

